วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำกำไรด้วยวิธีง่ายๆ กับการเทรด ทองคำ

หลักและวิธีการเทรดมีอยู่หลายวิธี แต่สิ่งที่สำคัญหรือกุญแจที่จะทำให้เกิดกำไรมี 2 อย่างก็คือ

1 ระบบเทรดที่มีค่า Expectancy เป็นบวกอาจจะเรียกว่า ค่าคาดหวังก็ได้ โดยค่าคาดหวังนี้มีสูตรการคำนวณดังนี้ (ดัดแปลงให้ง่ายสำหรับ Forex)

Expectancy=(PipsProfit x ProbProfit)-(PipsLoss x ProbLoss)

โดย ที่ถ้าค่า Expectancy มีค่าเป็นบวก หมายถึงระบบสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว

ยกตัวอย่างง่ายๆ
     อย่างการปั่นเหรียญ ซึ่งมีโอกาส 2 แบบ คือ ออกหัว 50% และ ก้อย 50% ถ้าเราสมมติว่าการเล่นแต่ละครั้งมีโอกาสได้หรือเสียเท่ากัน คือ 10 บาท เราจะได้ว่า
Expectancy=(10x0.5)-(10x0.5)=0 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ไม่ทำกำไรในระยะยาว (แต่ก็ไม่ขาดทุน) ไม่ว่าจะเล่นนานเท่าไหร่ก็เสมอตัวครับ

คราว นี้มาลองดูระบบต่อไป ซึ่งมีค่า %wins ถึง 80% แต่ระบบนี้ปรากฎว่าค่า %wins 80% นี่เกิดจากการตั้ง SL ที่ 100 จุด และ TP ที่ 20 จุด ซึ่งจะได้ว่า Expectancy=(20x0.8 )-(100x0.2)=-4 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ใช้แล้วขาดทุนนั่นเอง

     ลองดูอีกซักตัวอย่าง สมมติว่ามีระบบเทรดระบบหนึ่งที่มี %wins 40% และ %loss 60% และเวลาคุณได้กำไรจะได้กำไรโดยเฉลี่ย 60 pips และถ้าเสียจะเสียเพียง 30 pips ซึ่งพอเรามาคิดค่า Expectancy จะได้ Expectancy=(60x0.4)-(30x0.6)=+6 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ทำกำไรได้ เฉลี่ยแล้ว 6 pips ต่อการเทรด 1 ครั้ง

2  การใช้ Money Management (MM) ซึ่งก็มีอีกหลายวิธีและเป็นเรื่องที่สำคัญมากและซับซ้อนพอสมควร แต่ผมขอแนะนำ MM ง่ายๆที่ใช้ได้ผลดีกับการเทรดทอง นั่นก็คือ  MM แบบ Martingale การเล่นแบบนี้เรียกง่ายๆ ว่า แทงทบ ซึ่งอาจจะเคยเจอจากเว็บพวก Casino ที่เล่นปั่นหัว-ก้อย และมีสูตรตามบอร์ดบอกถึงวิธีได้ 100% หรืออะไรทำนองนี้ (ซึ่งมันไม่จริงหรอก)

ทีนี้มาดูวิธีการเทรดให้ได้กำไรกัน

     ลักษณะการขึ้นลงของราคาทองคำโดยปกติแล้วจะมีการทำกำไรเป็นระยะๆ เช่นในการที่ราคาทองคำจะวิ่งขึ้นไป 100 USD รวดเดียวเลยโดยไม่พักหรือย่อตัวนั้นเป็นไปได้ยาก (เช่นจาก 1500 ไปเป็น 1600 USD ถ้าทองลงเราก็คิดกลับกัน) จากนั้นเราก็ใช้วิธีการแทงทบไปทางเดียว

ตัวอย่าง เราเทรดโดยตั้ง SL 20 us / TP 20 us เราจะเทรดทั้งหมด 5 ครั้ง
     ครั้งที่ 1 ลงที่ 5 ออนซ์ ถ้าเสียเราจะเสียเงิน = 5x20  = 100 USD
     ครั้งที่ 2 ลงที่ 10 ออนซ์                         = 10x20 = 200 USD
     ครั้งที่ 3 ลงที่ 20 ออนซ์                         = 20x20 = 400 USD
     ครั้งที่ 4 ลงที่ 40 ออนซ์                         = 40x20 = 800 USD
                           รวม                                          =1500 USD

จากตัวอย่างจะเห็นว่าถ้าครั้งแรกเสียครั้งสองจะมีกำไร ครั้งแรกกับครั้งสองเสีย ครั้งสามจะมีกำไร ดังนั้นในการเทรด 5 ครั้งเราผิด 4 ครั้งถูกครั้งที่ 5 เรายังมีกำไรแล้วมาดูวินเรต 5 ครั้งถูก 1 ครั้งเท่ากับเรามี %wins เพียงแค่ 20%เอง แล้วถ้าเราใช้วิธีนี้กับระบบเทรดที่มีค่า Expectancy เป็นบวกแล้วเราจะใช้เงินในการทบที่ไม่สูงมาก แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงตัวอย่างแนวคิด การใช้เทรดจริงต้องมีการคิดคำนวณระยะการพักตัวของทองในแต่ละช่วงเวลา และการคำนวณเงินทุนของตัวเองให้ดีๆ และก็ยังมีความเสียงอยู่บ้างที่สำคัญเหมาะกับผู้เล่นที่มีทุนมากพอ

     แนวคิดนี้อาจทำกำไรได้ไม่มากแต่ถ้าเปรียบเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆแล้วก็ถือว่าไม่เลวเลยครับ เช่นในตัวอย่างเราอาจมีเงินทุนประมาณ 3500-4000 USD ถ้าเทรดได้จะได้กำไรประมาณ 100 USD คิดแล้วก็ประมาณ 3% ระยะเวลาเทรดน่าจะประมาณ 1 เดือนแล้วถ้าเราถูกบ่อยกว่า 1:4 กำไรเราก็จะมากขึ้นเอง

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

จุดอ่อน จุดเปลี่ยน

..เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สิ่งแรกที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาก็คือ
การจะต้องกล้ายอมรับให้ได้ว่าปัญหานั้นๆ มีอยู่
มิเช่นนั้นปัญหาดังกล่าวก็จะถูกนั่งทับนอนทับตลอดไป..
ในสายตาของคนทั่วไป ‘การยอมรับให้ได้ว่าตัวเองมีปัญหา’ ไม่ใช่เรื่องยาก
และไม่น่าจะมีสาระสำคัญจนถึงกับต้องหยิบยกขึ้นมาพูด
แต่ในสายตาของคนที่เคยฝึกฝน ‘สังเกตจิตใจตัวเอง’ อยู่เนืองๆ ย่อมรู้ว่า
การยอมรับว่ากำลังมีปัญหาไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะ ‘จิตใจ’ ของคนๆ หนึ่ง พร้อมที่จะ ‘ปกปิดจุดอ่อนของตัวเอง’ เอาไว้โดยอัตโนมัติ
เพื่อให้ตัวมันได้รู้สึกว่า ‘มันเป็น’ ในสิ่งที่ ‘มันอยากจะเป็น’
ดังนั้นหากคนๆ หนึ่งมี ‘แรงปรารถนา’ จะมี ‘ตัวตน’ ในแบบใดแบบหนึ่ง
เช่น เป็นคนเก่ง หรือเป็นคนดี
สิ่งที่เขาจะทำในระดับ ‘พื้นผิว’ ที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ก็คือ
เขาจะพยายามแสดงคุณสมบัติของความเก่ง หรือความดี ออกสู่สายตาคนรอบข้าง
เพื่อให้คนอื่นๆ ช่วย ‘ยืนยันความมีอยู่’ ของ ‘ตัวตน’ ที่ได้แสดงออกไป
แต่สิ่งที่เกิดอยู่ในระดับ ‘ก้นบึ้งของจิตใจ’ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ก็คือ
จิตใจของเขาจะพร้อมสำหรับการ ‘ปฏิเสธข้อมูล’ ซึ่งไม่สนับสนุน
ความเป็นคนเก่ง หรือคนดีของตัวเองโดยอัตโนมัติ
และหากสิ่งที่เกิดจากก้นบึ้งของจิตใจชนะ
ความไม่เก่ง ความไม่ดี ก็จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต
แต่หากกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองยังไม่เก่งจริง ไม่ดีจริง
จุดอ่อนเหล่านั้นก็มีโอกาสจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในอนาคต..



จากหนังสือเรือง โลกที่ปราศจากศูนย์

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

การเทรดทองเพื่อลงทุน

 ทองคำ เป็น commodity ประเภทหนึ่ง ทุกคนคงรู้จัก commodity กันดีแล้วนะครับ แต่เพื่อให้เข้าใจตรงกัน commodity ของผมจะหมายถึงอะไรง่ายๆ ครับ นั่นก็คือเป็นสินค้าที่มีตัวตนจริงและมีราคาจริง ตัวอย่าง commodity อื่นก็เช่น ยางพารา น้ำมันดิบ ข้าว โลหะอื่นๆ อะไรทำนองนี้ครับ และด้วยความเป็นสินค้าที่มีตัวตนจริงและมีราคาจริง ทำให้ข้อดีข้อแรกของ commodity คือ ราคาของมันไม่มีทางเป็น 0 พูดง่ายๆ คือถ้าเรามีคอมโมดิตีในมือ ยังไงเราก็เหลือเงินครับ แค่จะมากหรือน้อยเท่านั้น แตกต่างจากหุ้นที่อาจกลายเป็นเศษกระดาษได้ทันทีที่บริษัทล้มละลาย แต่ก็แน่นอน กำไรของหุ้นย่อมมากกว่าทองคำด้วย
   แต่ทองคำนี้มันมีข้อดี ตรงที่ liquidity สูง พูดง่ายๆ ก็คือซื้อง่ายขายคล่องนั่นเองครับ อีกทั้งยังใช้เป็นสินทรัพย์ที่ค้ำประกันเงินตราได้ด้วย ทำให้ทองคำเป็นหลักทรัพย์อันดับต้นๆ ที่คนนิยมออมกันเลยก็ว่าได้ สิ่งนี้ทำให้การเทรดทองคำนั้นมีค่า spread ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับโลหะ หรือ commodity ประเภทอื่น การเทรดจึงง่ายกว่าด้วย
   สมบัติหนึ่งที่สำคัญ ของทองคำคือ เป็นสินทรัพย์ที่สามารถค้ำประกันเงินเฟ้อได้ (hedge) หมายความว่ายังไงน่ะเหรอครับ ก่อนอื่นเพื่อนๆ น่าจะต้องทราบก่อนว่า ราคาทองคำในตลาดโลกนี้อิงกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ โดยนับเป็นหน่วยทรอยออนซ์ ซึ่งตอนนี้ก็มีราคา 1430 เหรียญนิดๆ ต่อออนซ์แล้ว เมื่อพูดถึงเงินตรา ก็ต้องมีคำว่าเงินเฟ้อ ซึ่งโดยทั่วไปหากเศรษฐกิจเติบโตในสภาวะปกติค่าเงินเฟ้อนี่ก็จะมีค่าประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีครับ หมายความว่ายังไงน่ะเหรอ ถ้าคุณฝังเงินใส่ตุ่มไว้ 1 ล้านบาท หนึ่งปีผ่านไป กำลังซื้อของเงินคุณจะเหลือประมาณ 952000 นิดๆ เท่านั้น แม้ว่าเงินของคุณยังมี 1 ล้านบาทเท่าเดิมก็ตาม แต่กำลังซื้อมันจะไม่เท่าเดิมแล้ว หากยังนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงว่าคุณฝังเงิน 1 หมื่นบาทไว้ตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบัน เงินคุณก็มีหนึ่งหมื่นบาทเท่าเดิม แต่เงินหนึ่งหมื่นในตอนนี้จะต้องซื้อข้าวจานละ 40 ในขณะที่ปี 2530 ข้าวอาจจะราคาจานละ 10-15บาทเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเงินมีตัวเลขหนึ่งหมื่นเท่าเดิม แต่กำลังซื้อลดลง ในทำนองเดียวกัน การฝากเงินธนาคารที่ดอกเบี้ยมีค่าต่ำกว่าเงินเฟ้อ (เช่น 2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เงินเฟ้อ 5 เปอร์เซ็นต์) ตัวเลขของเงินคุณก็เพิ่มขึ้นตามดอกเบี้ยอยู่ดี แต่จริงๆ แล้ว มันกำลังมีค่าลดลง เพียงแต่ลดลงช้ากว่าการฝังใส่ตุ่มเท่านั้น เพราะมีดอกเบี้ยมาชดเชย
   แล้วจะทำอย่างไรกับเงินออมดีล่ะ
   แน่นอน ครับ สมบัติของเงินเฟ้อนี่มันก็เป็นสมบัติพิเศษของ เงิน เท่านั้น ดังนั้นถ้าเราอยากจะออมเราก็เอามันไปเปลี่ยนเป็นสินค้าอะไรซักอย่างสิครับ เช่น ปี 2530 เอาเงิน 15000 เปลี่ยนเป็นข้าวแกง 1000 จาน แล้วเอามาขายปี 2553 คุณก็ได้จะได้เงิน 40000 (รวยแต่ตัวเลข แต่กำลังซื้อพอๆ กับเงิน 15000 สมัยก่อนนั่นแหละ) แต่ก็คงไม่ไหวใช่มั้ยครับ เพราะมันคงจะเน่าก่อนพอดี ตรงนี้แหละครับที่ทองคำมีบทบาทในการเป็นสินทรัพย์ที่ใช้เก็บออมเพื่อลดผลจาก เงินเฟ้อ เพราะ
   1.ทองเป็น commodity มีค่าในตัวเอง
   2.ทองเป็นสินทรัพย์ที่ไม่บูดไม่เน่า ไม่ขึ้นสนิม ราคาต่อหน่วยน้ำหนักสูง เก็บรักษาได้ง่ายเป็นเวลานาน
   3.ทองเป็นสินทรัพย์ที่ผลิตได้ยาก และ supply ตอนนี้ก็ต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะที่ demand ยังคงสูงมาก
   4.ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายง่าย และเป็นสากลทั่วโลก

   โอ เค เมื่อทราบเหตุและผลของการออมทองคำแล้ว ตอนนี้มาพูดถึงเรื่องที่คนมักจะเข้าใจผิดกันดีกว่า คนมักคิดกันว่า ถ้าคุณเอาเงินไปซื้อทองคำเก็บไว้ตอนนี้ พอถึงชั่วลูกหลาน กำไรจากการขายทองคำก็จะบานตะไท ตรงนี้ผมบอกได้เลยครับว่าผิดถนัด เพราะสุดท้ายแล้วแม้เงินจะบานตะไท แต่กำลังซื้อก็ลดลงตามไปด้วย และสุทธิก็คือเจ๊ากันนั่นเองครับ พูดง่ายๆ คือทองที่ขายได้แพงในอนาคต เกิดจากอิทธิพลของเงินเฟ้อสะสมในแต่ละปี แต่มูลค่าของทองคำ แม้จะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้นครับ
   ดังนั้น ผมจึงสรุปให้ได้เลยว่า ซื้อทองเก็บไว้ ไม่รวย(ในแง่กำลังซื้อ) แน่นอนครับ แต่อาจจะรวยตัวเลข (แม้ว่าอาจจะมีกำไรบ้างเล็กน้อยจากความไม่สมดุลของ demand/supply แต่ก็ไม่สู้เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ครับ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนดีกว่า)
   และสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจแนะนำให้ไปอ่านลิงค์นี้ครับ

http://www.thaigold2.info/Board/index.php?/topic/7 -คัมภีร์ลงทุนทองคำฉบับไทยโกล/

   อธิบาย ไว้อย่างดีแล้ว แต่อ่านแค่บทที่ 1-2 พอนะครับ หลังจากนั้นเป็นวังวนการเทรด จะอ่านต่อก็ได้ แต่อย่าไปใส่ใจมาก Trading system ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนครับ และใส่ใจกับ strategy, money management และเข้าใจปัจจัยของการเกิด price movements ให้ถ่องแท้ดีกว่าครับ

   แต่ผมจะพูดถึงการลงทุนระยะยาวนะครับ การลงทุนระยะสั้นแบบซื้อมาเก็บไม่กี่เดือนแล้วขายนี่ อาจจะกำไรได้บานตะไท (หรือขาดทุนย่อยยับ) ได้นะครับ เพราะการสวิงของราคาไม่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ - - แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานพอ สุดท้ายราคาก็จะกลับมาสู่เทรนปกติของเงินเฟ้อเองครับ
   ผมไม่แนะนำให้ เก็งกำไรทองคำโดยการใช้ leverage เป็นอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงมาก  แต่ผมจะพูดถึงวิธีการลงทุนที่ง่ายกว่านั้น และใช้ leverage ให้เป็นประโยชน์ และผมกล้าพูดว่า ไม่มีทางเสีย เพียงแต่จะได้มากหรือน้อยเท่านั้น
  
บทเรียนจากประสบการณ์ข้อที่ 1 : ซื้อทองคำแท่งเก็บไว้ ไม่มีทางเป็นมหาเศรษฐี เช่นเดียวกับการเก็งกำไรทองคำช่วงที่ราคาสวิง ก็ไม่ได้ทำให้รวยอย่างยั่งยืน
บทเรียนเกี่ยวกับการเทรดข้อ a : ส่วนมาก 99% ของคนที่เสียไม่ได้เสียจากระบบ แต่เสียจากการผีเข้าผีออก คนส่วนมากใส่ใจระบบเทรด แต่ไม่ใส่ใจทั้งจิตวิทยาการเทรด วินัยในการเทรด และรู้ไม่เท่าทันอารมณ์ตนเอง ผมกล้าพูดเลยว่า ต่อให้เอาระบบเทรดเทพมาให้ คนกลุ่มนี้ก็เจ๊งเหมือนเดิมครับ

     ก่อนหน้าปี 2000 เราจะเห็นว่าราคาทองยังไม่สุงมากและก็มีขึ้นมีลง ทั้งนี้เพราะว่าการเทรดทองคำยังไม่กระทำกันเป็นวงกว้าง และยังมีกองทุนทองคำช่วยกันควบคุมราคาทองคำไม่ให้สูงเกินไปด้วย แต่เราจะเห้นว่า จากปี 2000 เป็นต้นมา โดยเฉพาะก่อนปี 2006 ผมจะบอกว่าทองคำเล่นง่ายมาก เพราะมีแนวโน้มขึ้นอย่างเดียว แถมการปรับฐานก็เกิดขึ้นน้อยมาก แต่หลังจากปี 2006 เป็นต้นมา ราคาทองคำก็ผันผวนอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังคงแนวโน้มเป็นเทรนขึ้นอยู่ดี แค่อาจจะเล่นยากขึ้นเท่านั้น

   บทสรุปของทองคำก็ง่ายมาก คือ บายลูกเดียว แล้วรอทองคำขึ้นๆๆๆ ทำไมน่ะหรือครับ เหตุผลที่สำคัญๆ มีไม่กี่ข้อหรอก ดังนี้
1. ราคาทองคำอิงกับค่าเงินสหรัฐ ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปีละ 5% ดังนั้นราคาทองคำยังไงก็เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% อยู่แล้ว แม้ว่ามูลค่าของมันจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม หรือคิดง่ายๆ ซื้อไว้กันการเสื่อมราคาของเงิน
2. ดีมานของทองคำยังคงสูงมาก โดยเฉพาะจากตลาดเก่าเช่นจีน และตลาดเกิดใหม่เช่นอินเดีย ซึ่งมีประชากรมหาศาล แต่ซัพพลายมีค่าต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากเหมืองเก่าๆ เริ่มจะมีขีดจำกัดเรื่องกำลังผลิตแล้ว อีกทั้งเหมืองใหม่ๆก็ค้นพบไม่มาก และยังมีต้นทุนการผลิตทองคำสูงกว่าเหมืองเก่าๆ ด้วย ดังนั้นด้วยปัจจัยนี้ราคาทองคำก็มีแต่ขึ้นอย่างเดียว
3. เศรษฐกิจสหรัฐตอนนี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และปัญหานั้นเกิดมาจากรากฐานระบบเศรษฐกิจเลยทีเดียว ดังนั้นปัญหาเศรษกิจของสหรัฐนี้ไม่จบง่ายๆ แน่นอน ซึ่งจะเป็นผลดีกับราคาทองคำ คือถ้าเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาที ราคาทองก็จะพรุ่งพรวดที อันนี้คร่าวๆ นะครับ อยากรู้ละเอียดก็สามารถหาอ่านได้ตามหนังสือทั่วไปเช่นกัน
4. การซื้ออย่างเดียวเป็นการกำหนดทิศทางที่แน่ชัด และทำให้เราควบคุมนิสัย + วินัยในการเทรดได้ดีขึ้น จึงทำให้โอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้นด้วย + ช่วยลดอาการมือบอนได้ดีมาก เพราะการขายนั้นเป็นการเล่นสวนเทรนหลัก และผมไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สับสน วิตก เครียด ปวดหัว ครับ เพราะต้องมาคอยลุ้นตลอดเวลาว่ามันจะลงต่อไปหรือเปล่า แต่ถ้าเราซื้อนี่ไม่ต้องกังวลครับ เพราะแนวโน้มมันก็ขึ้นอย่างเดียว ไม่ว่าช้าหรือเร็ว

   ผมว่าเหตุผลแค่ นี้ก็น่าจะมากพอแล้วที่จะทำให้ท่านตัดสินใจเข้าซื้อและลงทุนในทองคำ แต่อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหลักการ ก็ยังคงต้องอาศัยการวิเคราะห์อยู่ดี ถึงจะทำให้ท่านได้กำไรอย่างเบิกบาน ความเสี่ยงต่ำ และนอนหลับได้อย่างสนิท แต่ก็อย่าลืมว่า การที่ราคาทองคำขึ้น เป็นผลมาจากเงินเฟ้อ + การลดลงของซัพพลาย ซึ่งอย่างแรกมีผลมากกว่า ดังนั้นสุดท้ายการเทรดทองคำด้วยอัตราส่วนแบบ 1:1 นั้นจะไม่ช่วยอะไรเลย ซึ่งในส่วนนี้แหละครับที่ leverage จะเข้ามามีบทบาทlสำคัญ

บทเรียนจากประสบการณ์ข้อที่ 2 : การเทรดทองคำต้องรอโอกาส ในเมื่อเทรนหลักเป็นเทรนขึ้น เราก็ต้องซื้อตลอด หากช่วงไหนแนวโน้มลงชั่วคราว เราก็แค่รอจังหวะเข้าซื้อและหนีเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นเท่านั้น อย่าเซลเป็นอันขาด
การเทรดต้องใจเย็น มีวินัย และไม่มือบอนครับ ที่สำคัญต้องรุ้จักอดทนรอ ไม่ใช่จะต้องมี position เปิดไว้อย่างน้อย 1 ตัวให้ลุ้นตลอดเวลา จำคำนี้ให้ได้ครับ “ผู้เทรดที่ประสบความสำเร็จ 95% เริ่มจากการที่รุ้ว่า เมื่อใดสมควรจะเข้าตลาด และเมื่อใดสมควรจะออกจากตลาด (และเฝ้ามองห่างๆ รอจังหวะกลับมาใหม่)” คนที่เทรดมันตลอดเวลาโดยไม่ดูว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมนั้นจะวนได้วนเสียไป เรื่อยๆ ครับ อันนี้ก็เป็นวังวนของนักเทรดที่ล้มเหลวเช่นกัน
บทเรียน เกี่ยวกับการเทรดข้อ b : การเทรดไม่ใช่การพนันนะครับ ไม่จำเป็นต้องเล่นตลอดเวลาและเข้าลุ้นตัวโก่ง คุณจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อ คุณเทรดแล้วคุณเชื่อในสัญญาณ และกลับไปนอนหลับได้อย่างสบายใจ หลังจากนั้นกำไรมันก็จะมาของมันเองครับ จำไว้ครับ ลงทุน(เวลาในการศึกษา)ให้มากพอ และที่เหลือก็คือรอเก็บเกี่ยวกำไร แล้วก็เอาเงินไปทำอย่างอื่นก็เท่านั้นเอง “จะเอาไปเล่นพนันก็ได้ครับ” แต่อย่าเทรดแบบนักพนัน และอาการการเทรดแบบนักพนันก็คือ
1. พอเปิดดูกราฟปุ๊ปแล้วต้องหาทางเข้าปั๊บ ไม่อดทนรอ และไม่ศึกษาแนวโน้มระยะยาวก่อนหน้า
2. พอเปิดโพซิชันไปแล้วก็จะกระสับกระส่าย ต้องคอยเฝ้ามองกราฟตลอดเวลา ไม่กล้าตั้ง SL กลัวมันจะมากไป(เพราะเทรดล็อตไปเยอะ) กลัวมันจะน้อยไป(เดี๋ยวเด้งมาชน SL ก่อน) เพราะไม่รู้แนวโน้มหลัก และไม่รู้ว่าจะตั้ง SL เท่าไหร่ดี อีกทั้งก็ไม่มี MM ด้วย คิดแต่ว่า เทรดนี้จะเสียได้มากสุดกี่เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายก็พอเสีย ก็เสียไปบาน เนื่องจากไม่กล้าปิด แล้วก็คิดแต่ว่า รอมันปรับฐานค่อยปิด หรือว่า อีกสักพักมันคงกลับขึ้นมาใหม่ แต่บางทีมันก็ลงยาวเลย
3. เช่นกัน เวลาที่ท่านได้กำไร ท่านก็จะคิดว่า มันจะไปได้อีกเท่าไหร่ นั่งกระสับกระส่ายอีกเช่นกัน พอราคามันปรับฐานเล็กๆ สวิงหวิวๆ นิดหน่อย ท่านก็กดออกซะแล้ว เพราะกลัวเสียกำไร และท่านก็ดีใจที่ได้กำไรเล็กๆ นั้น อันนี้ก็เพราะว่าท่านไม่รู้ว่าแนวโน้มของท่านจะไปถึงเมื่อไหร่ นั่นก็คือดูเทรนไม่ดีพอ
4. พอปิดโพซิชั่นนั้น ก็อดไม่ไหว ต้องเปิดโพซิชันนี้ บางทีก็เปิดหลายคู่เงินพร้อมกัน + เล่นเร็วอีก ท่านก็จะยิ่งสับสนๆๆๆ (แค่คู่เดียวก็ยากอยู่แล้ว) สุดท้ายก็ตามมาด้วยอาการปิดๆ เปิดๆ โพซิชันอยู่นั่นแหละ
5. อย่าลืมว่ายอดเงินของท่านขึ้นกับ กำไร -ขาดทุน -สเปรด ดังนั้น เวลาเอากำไรน้อยๆ ที่รีบปิด ลบกับการขาดทุนบานเพราะไม่ตั้ง SL แถมด้วย spread ที่โดนหักประจำเพราะเข้าบ่อย ไม่เจ๊งก็แปลกแล้วล่ะครับ (เทรด EU 10 ครั้งในหนึ่งวัน ท่านจะเสีย spread ฟรีๆ ไป 30pips นะครับ)
6. ใครมีอาการทั้งหมดที่ว่ามานี้ รีบรักษาด่วน ไม่งั้นท่านจะเข้าขั้นโคม่า หรือล้างพอร์ตนั่นเองครับ
7. เอาวะ ล้างพอร์ตไปแล้วเข้าใหม่ก็ได้ และนี่คือ 90% ของนักเทรดในตลาด


การทำกำไรจากเงินเฟ้อโดยใช้ leverage

    เราจะทำกำไรจากทองคำได้อย่างไร ผมจะไม่พูดหลักการ แต่จะลองยกตัวอย่างเป็นกรณีแล้วกันครับ น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น
1. สมมติว่าเรามีเงิน 14300 เหรียญ แล้วเทรดทองคำ 0.1Lot (ราคาทองตอนนี้ 1430 เหรียญกว่าๆ ต่อออนซ์ และ 0.1Lot คือทอง 10 ออนซ์ หรือเทรดที่ 10 ทรอยออนซ์) มาร์จิ้นจะเท่าไหร่ช่างมันไม่ต้องคิดตอนนี้  นั่นก็หมายความว่า เงินที่เราฝากไปทั้งหมดนี้เหมือนเอาไปซื้อทองคำแท่งดีๆ นี่เอง ตอนนี้บัญชีของเราก็กลายเป็นบัญชีที่ค้ำประกันเงินเฟ้อแล้ว หมายความว่า ในระยะยาวเฉลี่ยแล้วทองคำก็จะขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ นั่นคือบัญชีนี้ตัวเลขของท่านจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มูลค่าก็ยังคงเท่าเดิม เพราะว่าอัตราส่วนระหว่างทองคำและเงินเฟ้อเป็น 1:1 ข้อดีก็คือคุณไม่มีทางเสีย (พอร์ตไม่มีทางโดนปิดเพราะราคาทองไม่มีทางเป็น 0) แต่ข้อเสียคือเงินของคุณแค่ไม่ลดมูลค่าตามเงินเฟ้อ แต่คุณก็ไม่ได้กำไร(อาจได้นิดหน่อย แต่ถือว่าไม่ได้ละกัน) ใครที่จะเอาเงินไปฝากธนาคาร ผมแนะนำให้ทำแบบนี้ดีกว่า แต่หาโบรคที่ไว้ใจได้นิดนึงนะครับ
2. คราวนี้เปลี่ยนสถานการณ์นิดนึง คุณยังมีเงินเท่าเดิมคือ 14300 เหรียญ แต่คุณซื้อทอง 20 ออนซ์แทน (ในชีวิตจริงคุณทำไม่ได้เพราะไม่มี leverage) คราวนี้เหตุการณ์จะเปลี่ยนไปครับ คือในหนึ่งปีคุณจะได้กำไร 5% มาจากไหนเหรอครับ ลองคิดดีๆ นะครับ ปกติเงินเฟ้อจะเพิ่มปีละ 5% ราคาทองก็จะขึ้น 5% ด้วย แต่ถ้าจำนวนเงินเท่าเดิมคุณซื้อทองได้ 2 เท่า มูลค่าทองจะเพิ่มขึ้นปีละ 10เปอร์เซ็นต์ หักจากเงินเฟ้อ 5% ก็คือคุณกำไรแน่ๆ 5% ครับ
ถ้ายังงงอยู่ผมลองยกตัวอย่างนิดนึงแล้วกัน (สมมติทองออนซ์ละ 1000 เหรียญ จะได้ง่าย)
คุณใช้เงิน 1000 เหรียญ ซื้อทอง 1 ออนซ์ ใน 1 ปี เงินเฟ้อ 5% ทองจะมีราคาเพิ่มเป็น 1050 เหรียญ แต่ 50 เหรียญนี้เป็นเงินเฟ้อ นั่นก็คือคุณไม่ได้อะไร
แต่ถ้าคุณใช้เงิน 1000 เหรียญ ซื้อทองได้ 2 ออนซ์ ใน 1 ปี ทองจะมีราคาเป็น 1050 เหรียญเท่าเดิม แต่คุณซื้อทองได้ 2 ออนซ์ ฉะนั้นคุณจะได้กำไรสุทธิ 100 เหรียญ แต่หักเงินเฟ้อที่ 5% ก็สรุปว่าคุณได้กำไรจริงๆ 50 เหรียญนั่นเอง สมมติฐานนี้ไม่เกี่ยวกับการสวิงของราคา นั่นหมายความว่าคุณต้องถือทองคำให้นานพอ (อย่างน้อยก็สิบปีล่ะครับ คุณก็จะได้กำไรเฉลี่ยปีละ 5% แบบไม่มีเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้อง (ฝากธนาคารปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์จริงๆ แล้วคุณขาดทุนปีละ 3.5 เปอร์เซ็นต์นะครับอย่าลืม) ข้อเสียของมันมีอย่างเดียวคือ SL จะอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของราคา คือถ้าราคาลดลงมาจาก 1430 เหรียญ เหลือครึ่งหนึ่ง คือ 715 เหรียญ คุณก็จะหมดตัว แต่ถ้าถามผมว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหม ผมกล้าฟันธงเลยครับว่าไม่มีทางที่ทองจะลงราคาเหลือครึ่งนึงได้ ดังนั้นวิธีนี้ก็จะทำให้คุณกำไรปีละ 5% อย่างยั่งยืนทีเดียว หรือถ้าไม่คิดเงินเฟ้อก็คิดเป็นกำไรเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเชียวครับ
3. หากเชี่ยวชาญขึ้น ท่านอาจจะซื้อเพิ่มเป็น 4:1 ซึ่งจะทำให้กำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีกเป็น 15% ต่อปีเมื่อรวมผลของเงินเฟ้อ (20% ต่อปีถ้าไม่คิดเงินเฟ้อ) แต่ในกรณีนี้ SL ก็จะสั้นลงด้วยคือเหลือราว 358 เหรียญก็คือทองลงไปที่ 1075 เงินเราจะเป็น 0 ซึ่งท่านก็คงต้องมีความรู้ด้านการวิเคราะห์บ้าง หรือใช้ช่วงที่ราคาสวิงตัวประกอบกับเทคนิคอื่นๆ ซึ่งในตอนนี้จะพูดโดยระบบให้ง่ายที่สุด ยังไม่พูดถึงการผันผวนของทองคำ การสวิงของราคา และเทคนิคการเล่นอื่นๆ
4. หลายท่านอาจจะคิดว่ากำไรราว 10-20% ต่อปีนี้ดูไม่เยอะเลย คิดอย่างนั้นก็ถูกครับ แต่ผมให้เหตุผล 3 อย่างครับ
4.1 กำไรราว 10-20% ต่อปีนี้ในระยะยาวแล้วได้ตลอด และที่ 10% นั้นเรียกว่าความเสี่ยงเป็น 0 เลยก็ว่าได้ ท่านอย่าลืมนะครับว่าในระยะยาวแล้วความแน่นอน สำคัญกว่าปริมาณมากนัก
4.2 มาร์จินนั้นระบบเรียกเก็บแค่นิดเดียว ระหว่างที่ทองไม่ได้ผันผวนวุ่นวายท่านอาจถอนเงินออกมาทำอย่างอื่นก่อน เช่นลงทุนค้าขาย + ฯลฯ ซึ่งก็จะทำให้กำไรมากขึ้นไปอีก (แต่อย่าลืมเหลือเงินสำรองไว้ด้วยนะครับว่าหากราคาทองผันผวนก็ต้องเอาเงิน กลับเข้าบัญชีได้ทันทีด้วย ไม่งั้นล่ะยุ่งแน่)
4.3 ท่านคงลืมเรื่องดอกเบี้ยทบต้นไปครับ

   แต่ ถ้าท่านอยากคิดต่ออีกหน่อย ก็ยังมีอีกสารพัดเทคนิคที่จะช่วยเพิ่ม % กำไรได้อีก ในช่วงจังหวะดีๆ ท่านอาจได้ถึง 40-50% ต่อปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งก็ได้แก่การทำกำไรจากการสวิงของราคา และการเปิดกลุ่มโพซิชัน แต่อาจจะต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับการเทรดและการวิเคราะห์ทางเทคนิคบ้าง แต่ผมกล้าบอกเลยว่า มันง่ายจริงๆ อาจจะง่ายจนหลายๆ ท่านคาดไม่ถึง (และแน่นอน ง่ายกว่า forex มาก)
แต่อย่าลืมว่า ในความจริงยังมีเรื่อง spread, swap แล้วก็จิปาถะอย่างอื่นอีกเล็กๆน้อยๆ ที่ต้องนำมาคิดด้วยนะครับ


การทำกำไรจากการสวิงของราคา และการเปิดกลุ่มโพซิชัน

   เราได้พูดถึงการทำกำไรจากทองคำโดยอาศัยการทำกำไรจากเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นธรรมชาติของค่าเงินที่ผูกกับคอมโมดิตี้อยู่แล้วนะครับ และเราก็ได้พูดถึงข้อดีข้อเสียของมันไปแล้ว ข้อดีก็คือความแน่นอน ส่วนข้อเสียก็คือกำไรที่ยังน้อยอยู่ถ้าเทียบกับการลงทุนแบบอื่น แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ เราจะพบว่า เทรนของทองคำจะไม่ได้ขึ้นไปอย่างราบเรียบตามอัตราเงินเฟ้อ แต่จะมีการปรับฐานเป็นระยะๆ ซึ่งก็เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทั้งหลายแหล่นั่นแหละครับ ในตอนนี้นี่แหละที่เราจะกล่าวถึงการทำกำไรจากการปรับฐานของราคาแบบนี้กัน ครับ
   ระบบของมันง่ายมากครับ คือถ้าราคาทองคำลง เราก็รอ เมื่อเริ่มมีสัญญาณกลับมาขึ้นใหม่ เราก็ซื้อ แล้วก็รอจังหวะขายระยะสั้น ถ้ามันยังลงต่อก็ปล่อยมันลงต่อไป ระบบจริงๆ ก็ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ แล้วหลายคนอาจจะแย้งว่า แล้วจะเข้าซื้อเมื่อไหร่ ทองจะลงไปสุดที่ไหน หรือจะกลับมาขึ้นตอนไหน อันนี้ผมว่ายังไม่ต้องใส่ใจครับ
   ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 1420 เหรียญ ผมมีเงินสำหรับลงทุนอยุ่ $1420 พอดี แล้วผมก็ซื้อทองคำ 2 ออนซ์ (อัตราส่วนที่ 1:2) เงินจำนวนนี้จะได้กำไรเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี โดยมีความเสี่ยงสุงสุดคือถ้าราคาทองคำตกลงมาเหลือประมาณ 710 เหรียญ จะถูก margin call และ force quit (หรือโดนบังคับปิดนั่นเอง) แต่ผมคิดว่าทองไม่ลงมาแล้ว อีกทั้งเงินก้อนนี้ก็เป็นเงินเย็นและไม่รีบร้อน ผมก็เก็บๆ ไปเรื่อยๆ
   ต่อมาราคาทองตกลงมาปรับฐานที่ประมาณ 1350 เหรียญ และทำท่าจะขึ้นต่อ ผมก็ซื้อที่ราคา 1350 เหรียญอีก 2 ออนซ์ ซึ่งทำให้ตอนนี้จุดที่จะโดน force quit สูงขึ้นมาที่ประมาณ 1075 เหรียญ ซึ่งถ้าเทรนยังขึ้นต่อไป ท่านก็ปรับ SL ของโพซิชันที่ซื้อเพิ่มให้ลดลงเรื่อยๆ เช่นเมื่อราคาทองขึ้นไปจนถึง 1400 เหรียญแล้วก็ลงมาปรับฐานที่ 1370 เหรียญ หลังจากนั้นก็ขึ้นยาว ผมก็ปรับ SL มาที่ราคาซื้อคือ 1350 เหรียญ เท่านี้โพซิชันนี้ก็จะกลายเป็น Zero risk position นั่นคือ SL เท่ากับราคาซื้อ ก็คือไม่มีโอกาสเสียนั่นเอง คราวนี้ก็ปล่อยแล้วก็ถือต่อไป รอเวลาราคาปรับฐานอีก แล้วก็เปิด position ต่อไปอีก แล้วก็ทำแบบเดียวกันไปเรื่อยๆ สุดท้ายท่านจะได้กลุ่มของ position แต่ผมแนะนำไม่ให้เก็บ Zero risk position นี้ไว้ทั้งหมด ให้พยายามปล่อยออกมาบ้าง เช่น เก็บไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วก็ขายออกครึ่งหนึ่ง เพราะจะทำให้ท่านได้เงินสดจริงๆ ออกมา เพราะว่าไม่แน่ในอนาคต ทองอาจจะลงหนักจนทำให้ Zero risk position ที่ทยอยเปิดโดนปิดจนหมดเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ขาดทุน แต่ท่านก็จะไม่กำไร เท่ากับเอาเงินมาดองไว้ฟรีๆ สุดท้ายท่านก็อาจจะบ่นว่าทำไมไม่ปิด ZR position บางส่วนออกไปก่อนนะ อะไรทำนองนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ครับ
   แล้วถ้าราคาลงต่อล่ะ ตรงนี้จะเป็นบทบาทของเงินสำรองที่ได้จากการเล่นหลายตลาดครับ คือท่านจะต้องใช้เงินสำรองก้อนนึงของท่านขยาย SL ให้กว้างขึ้น เพราะอย่างไรเสียท่านก็มั่นใจอยู่แล้วว่าในที่สุดเทรนจะทำกำไรให้ (แต่การทำแบบนี้ทำได้เฉพาะตลาด commodity เช่นโลหะ หรือสินค้าเกษตรเท่านั้นนะครับ อย่าอุตริไปใช้กับ forex เชียว เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน) แต่แนะนำว่าก่อนจะเข้าซื้อซ้ำให้สังเกตแนวโน้มให้ดีๆ แล้วถ้าแนวโน้มผิดจากที่คาดการณ์ไว้ให้ออกตั้งแต่เนิ่นๆ เลยครับ เช่น กรณีเมื่อกี้ถ้าทองลงมาปรับฐานที่ 1350 เหรียญซักพักแล้ว และขึ้นๆ ลงๆ แถวนี้ แต่ไม่สามารถทำ new low ได้ ท่านจึงเข้าซื้อเพิ่มอีก 2 Lot และคิดว่าราคาจะไม่ทำ new low อีก แต่ถ้าราคา breakdown ลงมาเฉยๆ เลย 30 เหรียญ แบบนี้ท่านต้องออกทันทีนะครับ (แต่ออกแค่โพซิชันที่ซื้อเพิ่มครับ โพซิชันหลักของเราปล่อยไว้แบบนั้นแหละ เพราะเราวางแผนแล้วว่าเราจะเก็บโพซิชันแรกไปเรื่อยๆ) แต่ทุนที่ใส่เพิ่มจะเพิ่มหรือไม่เพิ่มก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มในกรณีนี้จะเป็นการเพิ่มเงินที่จะใช้ช้อนซื้อทองคำครับ (อย่าลืมว่าทองยิ่งลงมากยิ่งกำไรมาก แต่อย่าดักบ่อยเพราะสุดท้ายเงินทุนจะไม่พอครับ อาจจะต้องมีวินัยกับตัวเองครับว่า จะดักแค่ช่วง 100$ ละ 2 Lot แล้วก็จัดการวางแผนการเงินดีๆ ครับ ให้มาร์จินพอ ที่สำคัญคือคนเรามักจะทุ่มซื้อในจุดๆ นึงมากเกินไป จนไม่มีทุนเหลือให้แก้เกมหรือไม่มีทุนเหลือให้เล่นเวลาจังหวะดีๆ ครับ ตรงนี้ต้องระวังด้วย ซึ่งเราจะแก้ปัญหาด้วยการทยอยซื้อ คือ ค่อยๆ ซื้อ ถ้าราคาเป็นไปตามเทรนก็ซื้อเพิ่มเรื่อยๆ แต่ถ้าราคาผิดเทรนก็เสียไม่มาก คือเพิ่งทยอยซื้อ ซึ่งก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ส่วนหนึ่ง นี่แหละครับเป็นเหตุผลที่ทำไมผมถึงเน้น MM มากนักโดยไม่ค่อยสนใจระบบเทรด เพราะตลาดบางตลาดมันเรียบง่ายซะจนแค่เครื่องมือพื้นฐานก็เอาอยู่แล้วครับ เพียงแต่มันจะมีปัญหาว่าถ้าเล่นน้อยไปกำไรเมื่อเทียบกับเงินต้นก็น้อย แต่ถ้าเล่นมากไปก็อาจเจ๊งได้ ซึ่งพวกนี้้ต้องเป็นหน้าที่ของ MM ล้วนๆ ครับ)

แล้วก็อย่าลืมครับ ว่าความเสี่ยงของการเทรดแบบนี้ก็สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งครับ แต่สำหรับคนที่พอมีความรู้เรื่องการวิเคราะห์อยู่บ้าง ผมว่าความเสี่ยงของมันก็ค่อนข้างต่ำอยู่ดี เพราะทองคำเป็น commodity ตัวหนึ่งที่มีการผันผวนของราคาไม่มากมายนักครับ

   ที่สำคัญที่สุด : การเล่นอะไรทำนองนี้ท่านจะต้องมีเงินสำรอง ซึ่งสาระสำคัญของมันก็คือแต่ละตลาดจะมีช่วงที่ท่านเสียมากที่สุด (Drawdown) ไม่ตรงกัน เช่นช่วงนี้ทองคำอาจจะเป็นเทรนขึ้น แต่ราคายางพาราอาจจะกำลังเป็นเทรนลง หรือกิจการของท่านกำลังมีกำไร เงินสำรองในที่นี้ของผมก็คือการนำเงินจากพอร์ตการลงทุนอื่นๆ มาช่วยเสริมสภาพคล่องของพอร์ตที่กำลังมีปัญหาชั่วคราว หรืออาจช่วยเสริมให้สามารถลงทุนได้มากขึ้นในช่วงที่เรามั่นใจหรือเป็นช่วง ที่มีโอกาสทำกำไรได้มาก ซึ่งจะทำให้กำไรโดยรวมสูงขึ้น การลงทุนระยะยาวไม่ได้หมายความว่าให้เอาเงินทั้งหมดทุ่มให้การลงทุนอย่างใด อย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาอาจทำให้เจ็บหนักและลุกไม่ขึ้นอีกเลยก็ได้
   จริงๆ แล้วการเล่นหลายตลาดเป็นเนื้อหาที่ลึกซึ้งพอสมควร และบางส่วนก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ forex หรือ หุ้น ได้เช่นกัน เช่น ในขณะที่ pair หนึ่งเป็น sideway ซึ่งทำให้ช่วงนี้ระบบอาจมีการขาดทุนค่อนข้างมาก การเล่นอีก pair หนึ่งควบคู่กันไปในตอนนั้นอาจจะเป็นช่วงที่มีเทรนก็ได้ ซึ่งกำไรจากช่วงที่มีเทรนก็จะช่วยทำให้เราไม่เจ็บตัวจากช่วง sideway ในอีก pair หนึ่งมากนัก

ทิ้งท้ายครับว่าวินัยสำคัญที่สุด เช่นถ้าเป็นผมจะตั้งไว้เลยว่าถ้าทองลงไม่มากกว่า 50$ ผมจะไม่ช้อนซื้อตำแหน่งแรก และถ้าลงไม่ถึง 100$ ผมจะไม่ช้อนซื้อที่ตำแหน่งที่สอง หลังจากนั้นอาจมีการเพิ่มทุนและทยอยซื้อทุกๆ 100$ ครับ พอกำไรแล้วก็ทยอยปิด ส่วนที่ปิดออกมาเป็นเงินก็นำมาใช้จ่ายบ้าง ส่วนที่เปิดทิ้งไว้ก็ออมกันต่อไป



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

Short Call Options

         ป้าละเอียด   อาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านทาวน์เฮ้าส์ขนาดเล็ก หลังหนึ่งแถวรังสิต เธอเลิกกับสามีเก่าของเธอนานแล้ว ป้าละเอียดไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจากเป็นคนเดินโพยหวยใต้ดินให้กับคนทั่วทั้ง หมู่บ้าน แม้เธอจะอยู่คนเดียวแต่เธอก็ไม่เหงาเพราะเธอเป็นคนกว้างขวาง เธอรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งเวลาที่มีใครถามถึงเรื่องราวของบ้านหลังไหนก็ตาม ที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เพราะเธอจะสามารถสาธยายได้หมดว่าบ้านไหนทำอะไร ผัวเมียคู่ไหนทะเลาะกัน เรื่องชาวบ้านคืองานของเธอ
อย่าง ไรก็ดี ยังมีบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้ที่ทำลายความมั่นใจของป้าละเอียดอยู่ ตลอดเวลา เจ้าของบ้านหลังนี้ดูเป็นคนลึกลับ เธอยอมรับว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับชายผู้นี้น้อยมาก เวลาถามอะไรชายผู้นี้จะตอบอย่างสั้นที่สุดแต่สุภาพ ครั้งหนึ่งเธอเคยถาม โพ่งๆ ไปว่าเขาทำอาชีพอะไร ชายผู้นั้นก็เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วตอบว่า “ผมขายประกันชนิดหนึ่งครับคุณป้า” แล้วก็รีบเดินจากไป เธอรู้สึกเสียหน้ามากเวลาที่ใครที่ร้านเสริมสวยถามเธอเกี่ยวกับเรื่องราวของ ชายผู้นี้แต่เธอตอบไม่ได้ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่ 
เธอ สังเกตว่าในแต่ละวันชายผู้นี้แทบไม่ได้ออกจากบ้านเลย เธอรับไม่ได้ที่ต้อง รู้ว่า นอกจากอาชีพเก็บหวยที่เธอทำแล้วในระแวกนี้ยังมีอาชีพอย่างอื่นที่ไม่ต้องออก ไปทำงานทุกวันด้วยหรือ ที่น่าสงสัยกว่านั้นทุกๆ สองสามเดือน ชายผู้นี้มักจะหายตัวไปหนึ่งถึงสองสัปดาห์โดยเอา backpack ใบใหญ่ไปด้วยเสมอ ทุกครั้งที่ชายผู้นี้กลับมา ป้าละเอียดจะแอบสังเกตเห็น tag ที่ติดมากับ backpack ซึ่งบ่งบอกถึงจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีก็ยุโรป อัฟริกา หรือไม่ออสเตรเลีย ดูเหมือนจะไม่เคยซ้ำ เธอสงสัยเหลือเกินว่าชายผู้นี้เอาเงินมากมายมาจากไหน ถึงได้มีปัญญาไปท่องเที่ยวทั่วโลกได้ปีละหลายครั้ง เมื่อถาม ชายผู้นี้ก็เพียงแต่ตอบว่า “ทั้งชีวิตของผมก็มีความสุขแค่การได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ น่ะครับคุณป้า” ที่สำคัญ ทำไมมีเงินมากขนาดนี้แต่กลับมาใช้ชีวิตแบบสมถะอยู่ในบ้านทาวน์เฮ้าส์ราคาถูก ทั้งที่น่าจะสามารถบ้านอยู่บ้านเดี่ยวหลังโตได้
ด้วย ความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงชอบแอบดูตู้ไปรษณีย์ของชายผู้นี้อยู่เสมอ แต่ละเดือน เธอจะพบแต่เพียงบิลค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และก็จดหมายอะไรก็ไม่รู้ที่หน้าตาคล้ายๆ กันแต่มีอยู่สองแบบเป็นจำนวนมากที่ส่งมาจากบริษัทหลักซกหลักทรัพย์อะไรนี่ แหละ ไม่มีบิลค่ามือถือหรือจดหมายอะไรอย่างอื่นที่แสดงถึงความฟุ่ยเฟือยเลย ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่พอที่จะทำให้เธอล่วงรู้ได้ว่าชายผู้นี้มีอาชีพอะไร กันแน่ ความสงสัยนี้ช่างกดดันป้าละเอียดเหลือเกิน
ช่วยป้าละเอียดคิดหน่อยสิครับว่า ชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่ ก่อนที่ป้าละเอียดจะอกแตกตายด้วยความสงสัย
 ===============================================================
เฉลย
ชาย ลึกลับมีอาชีพขาย “สิทธิที่จะซื้อหุ้นที่ราคาที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าภายในระยะเวลาที่กำหนด” ให้กับนักลงทุน” หรือที่เรียกว่าอาชีพ “Short Call Options” นั่นเอง มันเป็นอาชีพที่มีลักษณะคล้ายกับการขายประกันรูปแบบหนึ่ง
นัก ลงทุนที่สนใจจะซื้อสิทธิที่ว่านี้จะจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้เขา ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นค่าเบี้ย หลังจากนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่เคยมีราคาสูงกว่าราคาที่กำหนด ลูกค้าจะไม่ใช้สิทธิ ซึ่งเท่ากับว่า ชายลึกลับจะได้เงินค่าเบี้ยนั้นไปฟรีๆ แต่ถ้าในระหว่างนั้นหุ้นเกิดมีราคา สูงกว่าราคาที่กำหนด ลูกค้าก็จะขอใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นนั้นจากชายลึกลับในราคาที่กำหนด แล้วนำหุ้นไปขายในตลาดเอากำไร ซึ่งก็เหมือนกับการที่ลูกค้ามาเคลมประกันนั่นเอง ชายลึกลับจะต้องเสียประโยชน์เนื่องจากจะต้องขายหุ้นนั้นให้กับลูกค้าในราคา ที่กำหนดซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด
ก่อนหน้านี้ชาย ลึกลับเคยเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อนแต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ร่ำรวยมหาศาลจาก ตลาดหุ้นจนทำให้เขามีเงินมากพอที่จะอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องทำงาน เขาจึงบอกกับตัวเองว่า “ผมพอแล้ว” เขานำเงินทั้งหมดที่ได้ไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดัชนีเพื่อรอกิน เงินปันผลอย่างเดียว ซึ่งเงินปันผลที่เขาได้รับในแต่ละปีสูงกว่าค่าใช้จ่ายของเขา แถมยังเหลือเงินไปเที่ยวรอบโลกได้อีกด้วย เขาจึงอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไปและยังไม่ต้องเฝ้าตลาดหุ้นอีกด้วย
ด้วย ความที่ชายลึกลับถือกองทุนหุ้นจำนวนมากเอาไว้เฉยๆ เพื่อการลงทุน ทำให้ชายลึกลับอยู่ในสถานะที่สามารถยึดอาชีพ Short Call Options ได้โดยที่ไม่ต้องรับความเสี่ยง เพราะเมื่อใดก็ตามที่หุ้นของลูกค้ามีราคา ปรับตัวขึ้นไปมากกว่าราคาที่กำหนด หุ้นในกองทุนของเขาก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่ากันด้วยเสมอ เขาจึงสามารถขาย หุ้นในกองทุนที่ราคาตลาด (ได้กำไรส่วนหนึ่ง) แล้วส่งมอบหุ้นนั้นให้กับลูกค้า เขาจึงเพียงแต่สูญเสียโอกาสที่จะได้กำไร มากๆ หากหุ้นมีราคาปรับตัวพุ่งขึ้นแรงๆ เท่านั้น แต่ไม่ต้องขาดทุน ในทางตรงกันข้าม ในยามปกติ เขาจะได้เงินเบี้ยประกันจากลูกค้ามาฟรีๆ
แม้ จะขายประกันอยู่ในตลาดอนุพันธ์แต่ชายลึกลับก็ไม่เคยคิดซื้อขายตรา สารอนุพันธ์อย่างอื่นๆ เลยไม่ว่าสถานการณ์จะยั่วยวนสักแค่ไหน เขาบอกตัวเองอยู่เสมอว่าเขาเข้ามาใน ตลาดอนุพันธ์เพื่อมาประกอบอาชีพขายประกันเท่านั้น  ไม่เคยคิดอย่างอื่น ความที่เราเข้ามาเพื่อประกอบอาชีพแบกรับความเสี่ยงให้กับนักลงทุน เราย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงในระยะยาว (มิฉะนั้นบริษัทประกันภัยคงเจ๊งหมดแล้ว) ต่างกับการเข้ามาเก็งกำไรฟิวเจอร์ ซึ่งเป็น zero-sum game หรือการ long options ซึ่งเป็นการซื้อประกัน ในระยะยาวแล้วย่อมไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง



ที่มา: http://api.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/11/509

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

ลิงค์ติดตามราคาทองและฟิวเจอร์ส

Gold Futures Price
Broker’s internet trading system (Real Time) (ติดต่อโบรกเกอร์เพื่อขอใช้บริการ)
TFEX Website http://www.tfex.co.th (delay 15 min)
SETTRADE Website http://www.settrade.com (delay 15 min)
ตัววิ่งทางสถานีโทรทัศน์ เช่น Money Chanel (Real time วนรอบละประมาณ 2 -3 นาที)
สรุปการซื้อขายในหนังสือพิมพ์ เช่น กรุงเทพธุรกิจ (สรุป ณ สิ้นวัน)
SETTRADE SMS (Real Time) (ส่งชื่อย่อสัญญาไปที่หมายเลข 4800900)
SETTRADE WAP (Real Time) (สอบถามวิธีการใช้ได้ที่ S-E-T Call Center 0-2229-2222)
Data Vendor เช่น Reuters, Bloomberg, Biznews

London Gold A.M. Fixing Price
London Gold Fixing http://www.lbma.org.uk/stats/goldfixg (รายวัน)
TFEX Website http://www.tfex.co.th (ทุก ๆ วันซื้อขายวันสุดท้าย)
SETTRADE Website http://www.settrade.com (รายวัน)

Exchange Rate
TFEX Website http://www.tfex.co.th (ทุก ๆ วันซื้อขายวันสุดท้าย)
SETTRADE Website http://www.settrade.com (รายเดือน)
Reuters page <THBFIXP=> (รายเดือน)

ราคาทองคำในต่างประเทศ
www.kitco.com บริษัทเอกชนผู้จัดจำหน่ายโลหะมีค่า (ทองแท่ง เงิน แพลททินั่ม ฯลฯ )รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
www.goldprice.com
www.gold.org ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับทองคำ แนวโน้มและสถิติราคาทองคำ
www.gfms.co.ukแหล่งข้อมูลของที่ปรึกษาการลงทุนในโลหะมีค่า
www.goldtraders.or.th สมาคมค้าทองคำ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทำความเข้าใจ PBV Ratio

BV หรือ Book Value แปลเป็นไทยคือ มูลค่าตามบัญชี ซึ่งก็คือมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้น หรือถ้าความหมายจริงๆก็คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่หักด้วยหนี้สินแล้ว เหลือเป็นมูลค่าของผู้ถือหุ้นเท่าไร
เนื่องจากเป็นมูลค่าทางบัญชี มันจึงเกิดปัญหาขึ้นมาคือ การลงบัญชีนั้นแต่ละบริษัทอาจบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินแตกต่างกันไป เช่นสินทรัพย์ถูกกำหนดให้บันทึกมูลค่าที่ราคาทุน คือราคาที่ได้สินทรัพย์นั้นมา บางบริษัทมีที่ดินที่บันทึกไว้เมื่อ 20ปี ที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว แต่มูลค่าที่บันทึกลงในบัญชีนั้นยังมีมูลค่าเท่ากับเมื่อ20ปี ที่แล้ว หากไม่มีการประเมินมูลค่าและบันทึกบัญชีใหม่มูลค่าก็ยังคงบันทึกเอาไว้เท่า เดิม            มูลค่า ทางบัญชีนี้ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งก็สามารถช่วยให้เราค้นพบบริษัทที่น่าลง ทุนได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น บริษัทมีเครื่องจักรผลิตสินค้าอยู่เครื่องหนึ่ง สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี พอเวลาผ่านไป มีผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันออกมาขายมากๆเข้า ผลกำไรที่เคยมีกลับกลายเป็นผลขาดทุน บางบริษัทคู่แข่งทนไม่ไหวเลิกกิจการไประหว่างยังขาดทุน ส่วนบริษัทยังทนผลิตสินค้าต่อไป แน่นอนราคาหุ้นของบริษัทคงต้องตกลงมาอย่างหนัก และถ้าหากตกลงมามากๆเมื่อเทียบกับมูลค่าของเครื่องจักรแล้วละก็ดูให้ดีๆเลย ครับ เพราะถ้าเราสร้างเครื่องจักรใหม่อาจต้องใช้เงินทุนมากกว่าราคาหุ้นตอนนั้น แน่นอน ฉะนั้นหุ้นของบริษัทนั้นจึงถือได้ว่าถูกมากๆเมื่อเทียบกับราคาที่จะต้องไปลง ทุนสร้างเครื่องจักรใหม่ เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ราคาหุ้นปิโตรเคมีบางบริษัทต่ำ กว่ามูลค่าทางบัญชี และต่ำกว่ามูลค่าสร้างโรงงานใหม่มาก พอธุรกิจกลับมาเริ่มมีกำไร ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นหลายเท่าตัว
กลับมาดูความหมายของ PBV กันต่อครับ PBV = ราคาหุ้นปัจจุบัน / มุลค่าทางบัญชี หรือ
PBV = P0 / Book ValueBook Value = Equity (ส่วนผู้ถือหุ้น)
เอากำไรสุทธิหรือ Net income หรือ Earning เข้ามาคูณและหารไปพร้อมๆกัน เราจะได้สูตรใหม่ ดังนี้
PBV = (Price x Earning) / (Equity x Earning)
จับคู่ใหม่ให้เห็นชัดๆคือ PBV = {Price / Earning) x {Earning / Equity) เราจะได้ สูตรใหม่ดังนี้
PBV = PE x ROE
สูตร นี้บอกเราว่าค่า PBV ถูกกำหนดด้วยค่าสองค่าคือ PE และ ROE (อัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น) เรื่องPE ผมกล่าวไปแล้วเมื่อคราวที่แล้ว ส่วนROE นั้นค่านี้บอกเราว่าบริษัทเอาเงินทุนที่ได้จากผู้ถือหุ้นไปลงทุนแล้วสร้างผล ตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่
คราว นี้เรามาดูว่า หุ้นที่ PBV มีค่าสูงค่าต่ำนั้นบ่งบอกอะไร บ้าง
หุ้นที่ PBV ต่ำ PE สูง ROE ต่ำ เป็นหุ้นที่อาจมีมูลค่าเกินพื้นฐานไปแล้ว เพราะPEสูงแต่กลับ ให้ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นต่ำ มันจึงมาสะท้อนออกที่ PBV
หุ้นที่ PBV ต่ำ PE ต่ำ ROE สูง อาจเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง (สะท้อนออกทาง PE) หรืออาจจะมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน อันนี้ต้องเข้าไปดูรายละเอียดการดำเนินงานของบริษัท ถ้าธุรกิจดี ไม่เสี่ยงอย่างที่ตลาดคิดก็น่าลงทุนมาก
หุ้นที่ PBV สูง PE สูง ROE ต่ำ หุ้นแบบนี้อันตรายมาก เพราะผลตอบแทนผู้ถือหุ้นต่ำ PE กลับสูง และเชื่อว่าต้องสูงมากถึงสามารถดึง PBV ให้สูงตามไป ด้วย
หุ้นที่ PBV สูง PE ต่ำ ROE สูง หุ้นแบบนี้อาจเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง หรือความไม่แน่นอนของการทำกำไรไม่แน่นอน หรือบางครั้งราคาสูงเกินมูลค่าไปแล้วก็ได้ เพราะผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงมาก แต่ PEกลับต่ำมาก การที่ROEสูงอาจเป็นเพราะมี หนี้สินมากกว่าทุนมากๆก็ได้ แน่นอนครับว่าหนี้สินมากๆก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย
ทั้งหมดนี้เราต้องดูพื้นฐานทางธุรกิจประกอบกันเพื่อให้เป็นการยืน ยันซึ่งกันและกันว่า ทั้งธุรกิจซึ่งเป็นเหตุนั้นส่งผลให้ผลที่ได้ออกมาคืออัตราส่วนต่างๆนั้นออก มาในรูปแบบใด

In Search of Super Stock

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
Value Investor ในเมืองไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์  แต่น้อยคนที่จะทำตามวิธีการลงทุนของเขาที่เน้นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดี สุดยอดในราคาที่ยุติธรรมหรือที่เรียกกันว่า  Super Stock  เหตุผลคงเป็นว่า  ข้อแรก  Value Investor ในตลาดหุ้นไทยนั้นค่อนข้างจะเน้นในเรื่องของ “ราคา” ซึ่งเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของการลงทุนแบบ Value Investment ที่เสนอโดย เบน เกรแฮม  ในขณะที่  “คุณภาพ” ของกิจการนั้น  นักลงทุนคิดว่าเป็น  “ตัวประกอบ”  พูดง่าย ๆ  ถ้าราคาหุ้น “ไม่ผ่าน”   ก็ไม่ต้องดูว่าคุณภาพเป็นอย่างไร  ข้อสอง  เหตุที่นักลงทุนไม่ชอบลงทุนในหุ้น Super Stock นั้น  เพราะไม่รู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยม  ถ้าจะว่าไป  หลายคนก็ยังสงสัยว่าในเมืองไทยนั้นมีหุ้นที่เรียกได้ว่าเป็น Super Stock แบบในสหรัฐอเมริกาจริง ๆ  หรือเปล่า   และสุดท้ายก็คือ  Value Investor อาจจะคิดว่า  การหาหุ้นถูกซื้อแล้วขายทำกำไรเมื่อราคาหุ้นขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไปหาหุ้นถูก ตัวใหม่น่าจะสร้างผลตอบแทนดีกว่าการซื้อหุ้น Super Stock แล้วถือยาวแบบ บัฟเฟตต์
ผมคงไม่ถกเถียงว่าการลงแนวไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน  แต่จะพยายามตอบคำถามว่าจะมองหาหุ้นที่เรียกว่า Super Stock อย่างไร  และต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ Super Stock มักจะเป็นหรือมีอยู่
ข้อแรก  Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า  Durable Competitive Advantage (DCA) หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก  โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ  อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น  และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมี ขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่ม ขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้  เรื่องของ DCA นี้  บ่อยครั้ง  นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด  เอา  “ความได้เปรียบชั่วคราว”  มาเป็นความได้เปรียบที่ “ยั่งยืน”
ข้อสอง  หุ้นสุดยอดนั้น  จะต้องอยู่ในช่วงของ  Virtuous Circle  หรือ “วงจรแห่งความรุ่งเรือง”  นั่นก็คือ  ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น   ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก  เช่นต้นทุนลดลงไปอีก  ในเวลาเดียวกัน  สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่ม ขึ้น  เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก  นั่นคือ  ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก  และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ “ยึดครอง” ตลาดนั้นได้  พูดง่าย ๆ  เราสามารถมองคร่าว ๆ  ได้ว่าในอนาคตระยะยาว  บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก  และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ข้อสี่  การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก  คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน  กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า
ข้อห้า  บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก  กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก  หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี
ข้อหก  บริษัทมี  Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก  และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไร ที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น
ข้อเจ็ด  ผู้บริหารมักจะ  “เก่ง” และได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก  พนักงานของบริษัทมักจะ “ดี” และมี “ความสุข” เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ  ไป
ข้อแปด  หุ้น  Super Stock นั้น  มักจะไม่เคยมีราคา  “ถูก” ยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วง ที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ   ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต  และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด  เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า
ทั้งหมดนั้นก็เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Super Stock  แน่นอนใน Super Stock เองก็มี“ดีกรี” ที่ไม่เท่ากัน  บางบริษัทอาจจะดีกว่าอีกบริษัทหนึ่ง   และที่ชัดเจนก็คือ  บริษัทในประเทศไทยนั้นไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้กับ Super Stock ในอเมริกาซึ่งมีศักยภาพคลุมไปทั้งโลก  อย่างไรก็ตาม  มูลค่าของกิจการหรือ Market Cap. ของบริษัทในอเมริกาก็ใหญ่จนเทียบไม่ได้กับบริษัทไทย  ดังนั้น  เวลาพูดถึง Super Stock ในตลาดหุ้นไทยเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นบริษัทระดับไหน
Value Investor หลายคนอาจจะไม่สนใจที่จะลงทุนในหุ้น Super Stock  แต่การเรียนรู้เรื่องของ  “คุณสมบัติ” ของบริษัทนั้นก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยในการที่จะช่วยเป็น  “ตัวประกอบ”  ในการเลือกหุ้นลงทุน  นั่นก็คือ  หลังจากพบหุ้นที่  “ราคาถูก”  เข้าเกณฑ์ที่จะซื้อแล้ว  ก็ควรดูถึงคุณสมบัติว่าบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไหน  ถ้าทำได้แบบนี้  ราคาก็จะไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะซื้อ  สิ่งที่ถูกต้องมากกว่าอาจจะเป็นว่า  ไม่ได้ซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด  แต่เป็นราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของบริษัท


http://www.thaivi.com/2010/01/110/