วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำกำไรด้วยวิธีง่ายๆ กับการเทรด ทองคำ

หลักและวิธีการเทรดมีอยู่หลายวิธี แต่สิ่งที่สำคัญหรือกุญแจที่จะทำให้เกิดกำไรมี 2 อย่างก็คือ

1 ระบบเทรดที่มีค่า Expectancy เป็นบวกอาจจะเรียกว่า ค่าคาดหวังก็ได้ โดยค่าคาดหวังนี้มีสูตรการคำนวณดังนี้ (ดัดแปลงให้ง่ายสำหรับ Forex)

Expectancy=(PipsProfit x ProbProfit)-(PipsLoss x ProbLoss)

โดย ที่ถ้าค่า Expectancy มีค่าเป็นบวก หมายถึงระบบสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว

ยกตัวอย่างง่ายๆ
     อย่างการปั่นเหรียญ ซึ่งมีโอกาส 2 แบบ คือ ออกหัว 50% และ ก้อย 50% ถ้าเราสมมติว่าการเล่นแต่ละครั้งมีโอกาสได้หรือเสียเท่ากัน คือ 10 บาท เราจะได้ว่า
Expectancy=(10x0.5)-(10x0.5)=0 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ไม่ทำกำไรในระยะยาว (แต่ก็ไม่ขาดทุน) ไม่ว่าจะเล่นนานเท่าไหร่ก็เสมอตัวครับ

คราว นี้มาลองดูระบบต่อไป ซึ่งมีค่า %wins ถึง 80% แต่ระบบนี้ปรากฎว่าค่า %wins 80% นี่เกิดจากการตั้ง SL ที่ 100 จุด และ TP ที่ 20 จุด ซึ่งจะได้ว่า Expectancy=(20x0.8 )-(100x0.2)=-4 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ใช้แล้วขาดทุนนั่นเอง

     ลองดูอีกซักตัวอย่าง สมมติว่ามีระบบเทรดระบบหนึ่งที่มี %wins 40% และ %loss 60% และเวลาคุณได้กำไรจะได้กำไรโดยเฉลี่ย 60 pips และถ้าเสียจะเสียเพียง 30 pips ซึ่งพอเรามาคิดค่า Expectancy จะได้ Expectancy=(60x0.4)-(30x0.6)=+6 ซึ่งหมายความว่า ระบบนี้ทำกำไรได้ เฉลี่ยแล้ว 6 pips ต่อการเทรด 1 ครั้ง

2  การใช้ Money Management (MM) ซึ่งก็มีอีกหลายวิธีและเป็นเรื่องที่สำคัญมากและซับซ้อนพอสมควร แต่ผมขอแนะนำ MM ง่ายๆที่ใช้ได้ผลดีกับการเทรดทอง นั่นก็คือ  MM แบบ Martingale การเล่นแบบนี้เรียกง่ายๆ ว่า แทงทบ ซึ่งอาจจะเคยเจอจากเว็บพวก Casino ที่เล่นปั่นหัว-ก้อย และมีสูตรตามบอร์ดบอกถึงวิธีได้ 100% หรืออะไรทำนองนี้ (ซึ่งมันไม่จริงหรอก)

ทีนี้มาดูวิธีการเทรดให้ได้กำไรกัน

     ลักษณะการขึ้นลงของราคาทองคำโดยปกติแล้วจะมีการทำกำไรเป็นระยะๆ เช่นในการที่ราคาทองคำจะวิ่งขึ้นไป 100 USD รวดเดียวเลยโดยไม่พักหรือย่อตัวนั้นเป็นไปได้ยาก (เช่นจาก 1500 ไปเป็น 1600 USD ถ้าทองลงเราก็คิดกลับกัน) จากนั้นเราก็ใช้วิธีการแทงทบไปทางเดียว

ตัวอย่าง เราเทรดโดยตั้ง SL 20 us / TP 20 us เราจะเทรดทั้งหมด 5 ครั้ง
     ครั้งที่ 1 ลงที่ 5 ออนซ์ ถ้าเสียเราจะเสียเงิน = 5x20  = 100 USD
     ครั้งที่ 2 ลงที่ 10 ออนซ์                         = 10x20 = 200 USD
     ครั้งที่ 3 ลงที่ 20 ออนซ์                         = 20x20 = 400 USD
     ครั้งที่ 4 ลงที่ 40 ออนซ์                         = 40x20 = 800 USD
                           รวม                                          =1500 USD

จากตัวอย่างจะเห็นว่าถ้าครั้งแรกเสียครั้งสองจะมีกำไร ครั้งแรกกับครั้งสองเสีย ครั้งสามจะมีกำไร ดังนั้นในการเทรด 5 ครั้งเราผิด 4 ครั้งถูกครั้งที่ 5 เรายังมีกำไรแล้วมาดูวินเรต 5 ครั้งถูก 1 ครั้งเท่ากับเรามี %wins เพียงแค่ 20%เอง แล้วถ้าเราใช้วิธีนี้กับระบบเทรดที่มีค่า Expectancy เป็นบวกแล้วเราจะใช้เงินในการทบที่ไม่สูงมาก แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงตัวอย่างแนวคิด การใช้เทรดจริงต้องมีการคิดคำนวณระยะการพักตัวของทองในแต่ละช่วงเวลา และการคำนวณเงินทุนของตัวเองให้ดีๆ และก็ยังมีความเสียงอยู่บ้างที่สำคัญเหมาะกับผู้เล่นที่มีทุนมากพอ

     แนวคิดนี้อาจทำกำไรได้ไม่มากแต่ถ้าเปรียบเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆแล้วก็ถือว่าไม่เลวเลยครับ เช่นในตัวอย่างเราอาจมีเงินทุนประมาณ 3500-4000 USD ถ้าเทรดได้จะได้กำไรประมาณ 100 USD คิดแล้วก็ประมาณ 3% ระยะเวลาเทรดน่าจะประมาณ 1 เดือนแล้วถ้าเราถูกบ่อยกว่า 1:4 กำไรเราก็จะมากขึ้นเอง

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

จุดอ่อน จุดเปลี่ยน

..เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สิ่งแรกที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาก็คือ
การจะต้องกล้ายอมรับให้ได้ว่าปัญหานั้นๆ มีอยู่
มิเช่นนั้นปัญหาดังกล่าวก็จะถูกนั่งทับนอนทับตลอดไป..
ในสายตาของคนทั่วไป ‘การยอมรับให้ได้ว่าตัวเองมีปัญหา’ ไม่ใช่เรื่องยาก
และไม่น่าจะมีสาระสำคัญจนถึงกับต้องหยิบยกขึ้นมาพูด
แต่ในสายตาของคนที่เคยฝึกฝน ‘สังเกตจิตใจตัวเอง’ อยู่เนืองๆ ย่อมรู้ว่า
การยอมรับว่ากำลังมีปัญหาไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะ ‘จิตใจ’ ของคนๆ หนึ่ง พร้อมที่จะ ‘ปกปิดจุดอ่อนของตัวเอง’ เอาไว้โดยอัตโนมัติ
เพื่อให้ตัวมันได้รู้สึกว่า ‘มันเป็น’ ในสิ่งที่ ‘มันอยากจะเป็น’
ดังนั้นหากคนๆ หนึ่งมี ‘แรงปรารถนา’ จะมี ‘ตัวตน’ ในแบบใดแบบหนึ่ง
เช่น เป็นคนเก่ง หรือเป็นคนดี
สิ่งที่เขาจะทำในระดับ ‘พื้นผิว’ ที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ก็คือ
เขาจะพยายามแสดงคุณสมบัติของความเก่ง หรือความดี ออกสู่สายตาคนรอบข้าง
เพื่อให้คนอื่นๆ ช่วย ‘ยืนยันความมีอยู่’ ของ ‘ตัวตน’ ที่ได้แสดงออกไป
แต่สิ่งที่เกิดอยู่ในระดับ ‘ก้นบึ้งของจิตใจ’ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ก็คือ
จิตใจของเขาจะพร้อมสำหรับการ ‘ปฏิเสธข้อมูล’ ซึ่งไม่สนับสนุน
ความเป็นคนเก่ง หรือคนดีของตัวเองโดยอัตโนมัติ
และหากสิ่งที่เกิดจากก้นบึ้งของจิตใจชนะ
ความไม่เก่ง ความไม่ดี ก็จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต
แต่หากกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองยังไม่เก่งจริง ไม่ดีจริง
จุดอ่อนเหล่านั้นก็มีโอกาสจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในอนาคต..



จากหนังสือเรือง โลกที่ปราศจากศูนย์