Silver Price

ราคาของเงิน (Silver Price)

ราคาของเงินนั้น อยู่ประมาณ 30$ (หรือประมาณ 450 บาทต่อบาท)
ในขณะที่ทองคำราคา 1400$ (บาทละ 20,000)

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า?

ทำไมทองคำถึงแพงกว่าเงิน ?

บ่อยครั้งที่ผมถามคำถามนี้ คำตอบที่ผมมักจะได้รับก็คือ

“เพราะทองหายากกว่าเงิน หรือไม่ก็ เพราะทองมีน้อยกว่าเงิน”

สูดลมหายใจเข้าลึกๆนะครับ หากสายตาของท่านเดินทางมาถึงบรรทัดนี้
โปรดอ่านอย่างช้าๆและตั้งใจ เพราะความจริงแล้ว บนโลกเราวันนี้

“เงินมีน้อยกว่าทองคำ!” (Silver rarer than Gold) นี่คือข้อเท็จจริง

ขอย้ำอีกรอบ “เงินมีน้อยกว่าทองคำ!” ครับ หากตอนนี้คุณมีคำถามผุดขึ้นในใจว่าแล้วถ้าอย่างนั้นมันเกิดบ้าอะไร ?
ทำไม? ทองคำถึงแพงกว่าเงินมากขนาดนี้ เก็บความสงสัยไว้ก่อนนะครับ มาว่ากันต่อ

ในอดีตนั้นยอมรับว่าปริมาณของเงินนั้นมีมากกว่าทองคำ แต่เนื่องจาก 95% ของเงินที่ขุดขึ้นมาได้นั้น
ที่ผ่านมาถูกใช้แล้วสูญสลายหมดไปในอุตสาหกรรม ในขณะที่ทองคำนั้นคงอยู่ตลอดผ่านกาลเวลา
สิ่งนี้ทำให้เงินเริ่มจะร่อยหลอ จนเข้าสู่ภาวะขาดแคลน

หากจะเทียบ ราคาของ ทองคำ:เงิน (Gold / Silver ratio) ณ. ขณะนี้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 45 : 1
หรือพูดง่ายๆว่า ทองคำแพงกว่าเงิน 45 เท่าตัวนั่นเอง

บอกว่าโลหะเงินมีน้อยกว่าทองคำ แต่ราคากลับถูกกว่า อย่างมาก ฟังดูขัดแย้งอย่างรุนแรง

งานนี้ต้องไล่ดูกันหน่อยครับ






กราฟนี้คือ กราฟสถิติอัตราส่วนของราคาทองคำต่อเงิน(Gold/Silver ratio)

-ในอดีตตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเรา อัตราส่วนนี้คงที่อยู่ที่ระดับ 16:1 หลายร้อยปีครับ
จนกระทั่งถึงปี 1892 อัตราส่วนก็เริ่มมีการแกว่งตัว สาเหตุที่ต้อง 16:1 นั่นเพราะปริมาณการผลิต Silver นั้นมากกว่า Gold
อยู่ 10-16 เท่า จึงสมเหตุสมผลที่ราคาทองคำจะแพงกว่าเงิน 16 เท่า

-หลังจากนั้นราคาผันผวนอัตราส่วนปรับสูงขึ้นอย่างมาก มากถึง 40 : 1 แต่สุดท้ายก็ตกกลับมาหาความจริงคือ 16 : 1

-ในปี1942 ประธานาธิบดีธีโอดอ รูสเวลต์ ประกาศใช้นโยบายยึดครองทองคำจาก
ประชาชนชาวอเมริกัน (Confiscated gold)แล้วนำมาปรับมูลค่าใหม่จาก 20$/oz ไปตรึงราคาไว้ที่ 35$/oz
(ราคาทองคำจึงเพิ่มสูงขึ้น 75%)อัตราส่วนจึงเทคตัวขึ้นไปเกือบ 100:1

-แต่หลังจากมีการประกาศใช้ระบบเบรตตัน อัตราส่วนก็ตกกลับมา 16:1 ดังเดิม

-ปี1971 เมื่อนิกสัน ประกาศยกเลิก (Gold Standard)
ตัดความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลล่าห์ ราคาทองเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง อัตราส่วนจึงปรับขึ้นไปอีกครั้งอยู่ที่ประมาณ 50 :1
ในขณะเดียวกันกับที่ครอบครัวพี่น้องตระกูล Hunt เล็งเห็นโอกาสจากราคาเงินที่ยังไม่ขึ้นสูงเข้าซื้อสะสม Silver
ในปริมาณมหาศาลทำให้ราคาของ Silver พุ่งสูงสุดทำสถิติถึง 52$/oz ราคาทองคำเองก็พุ่งทำสถิติสูงถึง 850$
อัตราส่วนจึงตกกลับมาอยู่ที่ 16:1 อีกครั้งในปี 1980

-พอล วอค์เกอร์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 20% ประกอบกับมีการประกาศใช้ กฎSilver Rule 7
เพื่อเข้าควบคุมกับเทรดและสกัดการปั่นราคาเงินของพี่น้องตระกูล Hunt ทั้งกระทิงทองและเงินถูกน็อค
แต่เงินนั้นโดนหนักกว่า อัตราส่วนจึงปรับสูงขึ้นไปอีกครั้งแตะระดับ 96:1

-จากนั้นค่อยๆ ลดต่ำลงๆ จนมาถึงทุกวันนี้อยู่ที่ 45:1

คุ้นๆ มั๊ยครับ ?? หากจำเรื่อง Dow/gold ratio= 1:1 กันได้
การเคลื่อนไหวของกราฟ ผ่านกาลเวลามีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
หนำซ้ำ ทุกครั้งเวลาที่ Dow : Gold Ratio กลับมาสู่ระดับ 1:1 ยังเป็นปีเดียวกับที่ Gold Silver ratio กลับสู่ระดับ 16 : 1 อีกด้วย


.....ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน

นั่นเพราะเมื่อเวลาผ่านไป ใครก็ตามที่พยายามจะบิดเบือนราคา มันไม่สามารถที่จะหนีความจริงไปได้พ้น
ถึงจุดนึง สินทรัพย์ทุกอย่างจะปรับมูลค่าของตัวเองเข้าสู่ ราคาที่แท้จริง ในอดีตนั้น
อัตราส่วนทองคำแพงกว่าเงิน 16 เท่า ถือเป็นค่าเฉลี่ย การที่อัตราส่วนอยู่ที่ระดับ 45 : 1
ในขณะนี้จึงมองได้สองมุม

1.ราคาทองแพงเกินไป (Overvalue)

2.ราคาเงินถูกเกินไป (Undervalue)

ที่ผ่านมาผมได้อธิบายและแสดงให้คุณเห็นแล้วว่า ราคาทองคำไม่ได้แพงเกินมูลค่ามันเลย
ลู่วิ่งของทองคำนั้นยังเหลือ Upside อีกมาก นั่นทำให้แท้จริงแล้ว ราคาของเงินต่างหากที่ถูกแสนถูก
แต่ยังมีอะไรมากกว่านั้นครับ ตามกันต่อ

 ความลับ+ความจริง ข้อที่ 2 : ปริมาณของเงิน (Silver Supply)
ปริมาณ แร่เงินที่อยู่บนโลกของเรา ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จากกว่า 1 หมื่นล้านออนซ์ปี 1950 บัดนี้เหลือไม่ถึง พันล้านออนซ์ (ลดลงกว่า 10 เท่า)
ในขณะที่ปริมาณทองคำปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7 พันล้านออนซ์ นั่นทำให้
ปริมาณทองคำทุกวันนี้มีมากกว่าแร่เงินถึง 7 เท่า !!!
การลดลงอย่างรวดเร็วของแร่เงินนั้นหากเทียบกับสัตว์ป่า คงต้องบอกว่า โลหะเงินมีโอกาสจะ “สูญพันธุ์” ในทศวรรษนี้กันเลยทีเดียว

ด้วยความจริงข้อนี้ หากวันใดโลกเราหมุนกลับตาลปัตร ราคาเงินกลับมาสูงเทียบเท่ากับราคาทองคำหรือแม้แต่กระทั่งแพงกว่าทอง
ผมก็จะไม่แปลกใจเลย เพราะ ความจริง มันเป็นอย่างนี้ แต่อย่าเพิ่งไปบอกต่อให้ใครฟังนะครับ เดี๋ยวเค้าจะว่าเราเพ้อๆ
เอาเป็นว่า ด้วยปัจจัยพื้นฐานแบบนี้ เราก็พอจะรับรู้ได้ถึง “ราคาของเงินที่แสนจะต่ำเหลือเกิน”

 ความลับ+ความจริง ข้อที่ 3 : ประโยชน์ ของ แร่เงิน (Utility of Silver)

ในอดีตนั้นอย่างที่บอก ทองคำนั้นถือว่ามีบทบาทและทำหน้าที่เป็นเงินที่แท้จริง แต่ เงิน (Silver)ก็เช่นกัน
หากจะมีข้อได้เปรียบกันก็ตรงที่ ทองคำนั้นไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศ คงคุณค่าผ่านกาลเวลาในขณะที่เงินนั้น
จะออกเหลืองหม่นหรือดำ

อย่างไรก็ตาม หากนำมาขัด(Polish)หรือชุบใหม่
เงิน ก็สามารถกลับมาสวยได้ดังเดิม หลักฐานคือ เหรียญเงินโบราญสมัยโรมัน ทุกวันนี้ก็ยังคงสภาพอยู่ได้
นั่นหมายความว่า ในฐานะ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว เงิน(Silver)ทำหน้าที่ควบคู่กับทองคำไปได้ดีไม่น้อยหน้ากัน

ในขณะที่สิ่งที่เงินมี แต่ ทองคำไม่มีนั่นก็คือ ประโยชน์ใช้สอยในอุตสาหกรรม (Industrial Use)
ในบทบาทนี้นั้น แร่เงิน วิ่งแซงทิ้งขาดทองคำแบบไม่เห็นฝุ่น

รายละเอียดมีดังนี้ครับ

เป็นโลหะที่เงาที่สุดในโลก : แร่เงินถูกใช้ฉาบด้านหลังกระจกเพราะความเงาแบบสุดๆ ของมัน

เป็นโลหะตัวนำไฟฟ้า : เงินถูกใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า
เครื่องยนต์รถ เครื่องล้างจาน อุตสาหกรรมโทรทัศน์ แม้แต่ขณะที่ผมกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอยู่นี้ Silver ก็ยังแฝงตัวอยู่ใต้ปุ่มแต่ละปุ่ม
ที่ผมกดเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้า

เป็นโลหะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย : ถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยา Antibiotic ,
สารละลายซิลเว่อร์ สามารถรักษาแผลไฟไหม้หรือติดเชื้อ ในขณะที่ซิลเว่อร์ไนเตรตใช้ล้างตาให้กับเด็กที่เพิ่งคลอด
นอกจากนั้นยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำน้ำดื่มให้บริสุทธิ์อีกด้วย

เป็นโลหะที่ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดนตรีบางชนิด:เช่น ฟลุต

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพถ่าย : ในภาพถ่ายใช้ซิลเว่อร์เป็นส่วนประกอบหลัก
รูปถ่ายทุกใบที่เราไปรับมาจากร้านถ่ายรูป ไม่ว่าจะไปเที่ยวมาหรืองานสำคัญในโอกาสต่างๆ
ล้วนมีซิลเว่อร์ทำหน้าที่ช่วยบันทึกความทรงจำไว้ให้ ไม่เว้นแต่ในการผลิตฟิลม์ภาพยนต์หรือฟิลม์ X-ray

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องประดับ : ทองคำทำเครื่องประดับอะไรได้ เงินก็ทำได้เช่นกัน
ไม่ว่าสร้อย แหวน ต่างหู กำไล นอกจากนั้น พวก เครื่องครัว (Table ware) เช่น ช้อน-ส้อม-ตะเกียบเงิน
ก็ยังมีในรูปแบบของ ซิลเว่อร์ด้วย

เป็นโลหะที่ใช้ในสินค้าไอที : เครื่องมือไฮเทคไม่ว่าจะไอโฟน (Iphone) ไอแพด (Ipad)
หรือ บีบี (Blackberry) คอมพิวเตอร์แผ่นซีดีหรือดีวีดี ล้วนมีส่วนประกอบของซิลเวอร์ อยู่ทั้งนั้น


เงินยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แบตเตอร์รี่ เลเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย
ที่สำคัญเป็นโลหะที่ลักษณะเด่นเฉพาะตัว ไม่สามารถใช้โลหะชนิดอื่นมาทดแทนได้
นั่นทำให้เมื่อปริมาณแร่เงินขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังจำเป็นต้องซื้อเงินที่ราคาสูงอยู่ดี
เพื่อให้ไลน์การผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้

ต่อให้ราคาเงินสูงขึ้นอีกเท่าตัว ผมเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมและเครื่องประดับนั้นไม่มีผลกระทบอะไรมากมายถึงกับต้องหาแร่ตัวอื่นมาแทน
ซิลเวอร์ นั่นเพราะทุกวันนี้ ต้นทุนของการผลิตสินค้าและการคิดราคาขาย แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับราคาของ ซิลเว่อร์ เลย

ยกตัวอย่างเช่น Iphoe-Ipad ที่ขายแพง ไม่ได้แพงเพราะซิลเว่อร์ ซิลเว่อร์เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆในตัวเครื่องเท่านั้น
แหวนเพชรตัวเรือนเงินราคาเป็นแสน ก็ไม่ได้แพงเพราะ ตัวเรือนเงิน แต่แพง “เพชร” นั่นทำให้การปรับขึ้นราคาของ
ซิลเว่อร์ กระทบภาคอุตสาหกรรมไม่มาก(ยกเว้นราคาจะพุ่งสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะจริงๆ)

ความลับ+ความจริง ข้อที่ 4 : การบิดเบือนราคาของเงิน(Price Manipulation in Silver)

ด้วยเหตุและผล ข้่างต้นที่กล่าวมา ราคาที่"ต่ำ"ของเงินจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากโดน"กด" เอาไว้
คงจำกันได้ว่าราคาทองคำนั้นโดน “กด” ราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ด้วยการเปิดสัญญา Short ปริมาณมหาศาลของทองคำกระดาษ
เงินเอง ก็ไม้พ้นที่จะโดนด้วย เว้นเสียแต่ว่าโดนในปริมาณที่มหาศาลยิ่งกว่า

แรกเริ่มเดิมทีนั้น บริษัท Bear Stearns ที่เชื่อว่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอเมริกาเป็นผู้ถือครอง สัญญา Short นี้ไว้
เรื่องมาแดง + ความมาแตก เอาเมื่อ วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐปี 2008 บริษัท Bear Stearns โดนหางเลข
ล้มละลายตามไปด้วย

วันที่ Bear Stearns ล้มละลาย ตรงกับวันที่ราคา Silver พุ่งทะยานฟ้าแตะระดับสูงสุดที่ 21$/oz (สูงที่สุดในรอบยี่สิบปีพอดี)

จะว่า “บังเอิญ” ก็คงไม่ใช่ ควรจะเรียกว่า“บังอาจ” มากกว่า บริษัทเอกชนและสถาบันการเงินขนาดใหญ่
หลายแห่งเป็นเครื่องมือของรัฐในการกดและปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัว กระทำกันได้อย่างน่ารังเกียจ

อาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของสหรัฐในขณะนั้นจึงตัดสินใจ “อุ้ม” (Bail out) Bear Stearns แล้วให้
พี่ใหญ่อย่างบริษัท JP morgan เข้ามารับช่วงสัญญา Short ของ Silver เพื่อกดราคาต่อ

หากไม่ทำอย่างนี้ ธนาคารกลางของสหรัฐนั้นรู้ดีว่า การบีบสถานะช๊อต (Short squeeze) จะเกิดขึ้นกับตลาด Silver
ราคาของเงินจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 50$/oz ภายในเวลาเพียงข้ามคืน
ถ้าเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างจะดูผิดสังเกต และ เงินดอลล่าห์ของสหรัฐก็จะดูขาดความน่าเชื่อถือ
เมื่อราคาของเงินที่แท้จริงมันฟ้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง

ทุกวันนี้ราคาของเงินที่ระดับ 30$ นั้นต้องบอกว่าถูกซะยิ่งกว่าถูก สามสิบปีที่แล้ว
ราคาเงินทำสถิติ สูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 52$ นั่นเท่ากับว่าราคา ณ ตอนนี้ ถูกกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วซะอีก
ลองมองไปรอบตัวคุณวันนี้ มีของอะไรบ้างที่ราคาถูกกว่าเมื่อ 30 ปี ที่แล้ว???
ผมเองหาไม่เจอ จะมีก็แต่ Silver เท่านั้นที่ราคายังถูกกดให้ต่ำ

เมื่อเทียบกับราคาทองคำ ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation adjust) กันแล้ว
ถือว่าถูกกว่าเมื่อสามสิบปีก่อน แต่สำหรับเงินนั้นถูกกว่าโดยไม่ต้องปรับตามอัตราเงินเฟ้อเลยด้วยซ้ำ
พูดง่ายๆว่า “ถูกกว่า (ตามที่ตา)เห็นๆ กันเลย”

ปริมาณสัญญาที่ Short แร่ silver เอาไว้นั้นมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆทั้งหมดเท่าที่มีในตลาด
ราคาของมันจึงต่ำมากเหลือเกิน

 

จากกราฟแสดงถึง จำนวนวันของการผลิต เพื่อที่จะชดเชยการเปิดสัญญา Short
เอาไว้ของขาใหญ่เจ้าต่างๆจะพบว่า ซิลเว่อร์นั้นมีความเข้มข้น(Concentratation)ของการเปิดสัญญา Short
มากที่สุดเหนือสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ

(โดยจะต้องใช้เวลาการผลิต Silver ถึง 132 วันเพื่อ Cover Short จากขาใหญ่ 4 เจ้า
และ 174 วันสำหรับขาใหญ่อีก 8 เจ้าถึงจะสามารถมีปริมาณ Silver ส่งมอบได้พอกับที่เปิด Short เอาไว้)

Mike Maloney ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลหะมีค่า ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า

แร่เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดิน “Silver cheaper than dirt”

เหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ หากคุณ ขุดดินขึ้นมาขายคุณแทบจะไม่มีต้นทุน ขายเท่าไหร่คุณก็ยังพอมีกำไร
แต่หากคุณต้องการจะขุดเงินขึ้นมาขาย ราคาขายตามราคาตลาดนั้นต่ำกว่าต้นทุนการขุด (Mining cost)
นั่นทำให้คุณ “ขาดทุน” เมื่อมองในมุมนี้จะว่า เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดินก็คงจะไม่ผิด

เป็นแบบนี้คุณอาจจะสงสัยว่าแล้ว เหมืองเค้าจะผลิต Silver กันมาทำไม ?
ความจริงก็คือ บนโลกเราทุกวันนี้แทบจะไม่มีเหมืองไหนเลยที่ทำการผลิต Silver เพียงอย่างเดียว
นั่นเพราะหากทำเช่นนั้นเค้าจะขาดทุน แต่ละเหมืองนั้น จะทำการขุดพวก ถ่านหิน ทองแดง สังกะสี แร่หลายๆอย่างเพื่อทำการจำหน่าย
แต่ บังเอิ๊ญ มันติดเอา Silver ขึ้นมาด้วยเค้าก็จะทำการจำแนกขายทอดตลาดออกไป
แต่ไม่ใช่แร่ที่เป็นรายได้หลักของเหมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องขอขอบคุณพวกขาใหญ่ที่กดราคาตลาดของ Silver เอาไว้
ซะด้วยซ้ำทำให้เราได้มีโอกาส ซื้อในราคาที่ถูก ทำให้เราได้มีโอกาส เจอกับ โอกาสเงิน (จริงๆ)!!

หากผมนั้นสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว เท่านั้น สิ่งที่ผมจะเลือกลงทุน ไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์
ไม่ใช่หุ้นทุกตัวบนกระดาน SET แต่จะเป็น แร่เงิน (Silver)

ปีที่ผ่านมาหากคุณตื่นเต้นกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 20% ผมอยากให้คุณลองย้อนกลับไปดูราคาเงิน
จะพบว่าภายในปีเดียวกัน Silver ขึ้นถึง 100% !!!(จาก15$ มาเป็น 30$ ในวันนี้)

นี่คือ “พระเอกตัวจริงของเรา” ที่วิ่งมาอย่างเงียบๆ

สิบปีที่ผ่านมา ทองคำได้รับการยกย่องจากสำนักข่าว Bloomberg ว่าเป็น การลงทุนที่ดีที่สุดในทศวรรษ
แต่สิบปีจากนี้ไปผมมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า จะเป็นทีของ Silver ที่จะได้รับตำแหน่งนี้

น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีการเทรดซิลเว่อร์ กันอย่างแพร่หลายเหมือนในต่างประเทศ
น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีเงินแท่งหรือเหรียญเงินขายกันอย่างแพร่หลายเหมือนอย่างในจีนหรือสหรัฐอเมริกา

แต่ก็ยังไม่หมดหวังเพราะบ้านเรามี “เงินเม็ด” (Silver Grain)
ซึ่งเป็นเงินที่อยู่ในรูปเมล็ดพร้อมสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมและการผลิตเครื่องประดับ
หากคุณคิดอยากจะลงทุน คุณสามารถหาซื้อได้ แม้ตอนนี้สภาพคล่องยังไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับทองคำ
แต่ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตตลาดจะเปลี่ยนไปและความต้องการจะมากขึ้นๆๆ ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน
พร้อมๆกับราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน โอกาสทอง (จริงๆ) ครั้งที่ 1 ราคาทองคำขึ้นสูงทำสถิติ แต่
ราคาของเงินนั้นก็ขึ้นตามไปด้วยประวัติศาสตร์ดูเหมือนกำลังจะซ้ำรอย

เราจะได้เห็น

 อัตราส่วนของ Gold : Silver ratio กลับมาที่ระดับ 16 :1 อีกครั้ง(หรืออาจจะน้อยกว่านั้นตามปัจจัยพื้นฐานที่พูดไว้ข้างต้น)

 พร้อมๆกับที่ Dow : Gold Ratio ปรับมาเป็น 1:1 พร้อมๆกัน

ทองคำนั้นขึ้นแน่ๆ แต่สำหรับ เงินนั้น คงจะขึ้นมากกว่า (Outperform)
วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น คู่พี่น้อง “ทองกับเงิน” (Gold and Silver)ที่ถือว่าเป็นเงินที่แท้จริง(Real Money)
กำลังจะปรับมูลค่าตัวเอง และกลับมามีบทบาทสำคัญในโลกการเงินอีกครั้ง

หากรู้อย่างนี้แล้ว คำถามคือ ไม่อยากจะซื้อเงินเก็บไว้บ้างเลยเหรอครับ ? นี่แหละครับคือ เงินแท้ๆ เงินที่ใครๆอ้างว่าเป็นพระเจ้า
เงินที่หลายคนทำงานเพื่อมันและแสวงหา แท้จริงแล้ว น้อยคนเหลือเกินที่เคยได้สัมผัสกับ เงิน(Silver)ที่แท้จริง ให้สมกับชื่อของมัน

โอกาสยังมีครับ การยืนเหนือราคา 30$/oz ได้อย่างมั่นคงของแร่เงิน เป็นสัญญาณที่บอกว่า
ความสามารถในการกดราคาของ Jp morgan อ่อนกำลังลง และเมื่อวันใดที่เค้าไม่สามารถกดไว้ได้อีกต่อไป
เมื่อนั้นแหละครับที่เราจะได้เห็น โอกาสของเงิน(จริงๆ) (Silver Opportunity)

บทความโดย คุณ  Nexttonothing  เว็บ Thaigold