นิทานเรื่องไอแลนด์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...

มีดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ใน 6 ส่วนของเกาะไอร์แลนด์ ณ จุดหมายอันไกลโพ้นจนสุดฟากฝั่งตะวันตกของสหภาพยุโรป ดินแดนแห่งนี้ได้พัฒนาเศรษฐกิจของตนเองให้ก้าวกระโดดขึ้นมาจนได้รับสมญานาม ว่าเป็น "เสือเศรษฐกิจแห่งเซลติก" (The Celtic Tiger) และที่นี่มีชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐไอร์แลนด์" (Republic of Ireland)

ไอร์แลนด์ ก้าวขึ้นเป็นดาวเด่นบนดินแดนยุโรปในฐานะ "ซิลิคอนวัลเลย์" แห่งที่สองของโลก โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 90 เนื่องจากประเทศนี้ได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกระเป๋าเจ้า พ่อวงการชิปอย่างอินเทล (Intel) ผู้ผลิตพีซียักษ์ใหญ่อย่างเดลล์ (Dell) และไมโครซอฟท์ (Microsoft) ที่ต่างพาเหรดมาปักธงลงทุนในไอร์แลนด์ ท่ามกลางแรงจูงใจของมาตรการลดภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) ที่ต่ำที่สุดในยุโรปเพียง 12.5%

ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญข้างต้นถือเป็น ฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ไอร์แลนด์เร่งฝีเท้าและมีอัตราการขยายตัวทาง เศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่อยู่ในระดับ 6-10% เป็นเวลานานกว่าทศวรรษ ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำเพียง 4% ส่งผลให้ชาวบ้านร้านตลาดกินดีอยู่ดี โดยอัตราจีดีพีต่อหัวในปี 2549 สูงติดอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ดัชนีการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Human Development Index: HDI) ทะยานขึ้นไปติดที่อันดับ 5 ของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของไอร์แลนด์ที่ดูดีแบบไม่มีที่ติ

กาลกลับตาลปัตร...
เมื่อ เจ้า "เสือไอริช" ค่อยๆ สิ้นลายกลายเป็นแมวเหมียวในปี 2551 จากฤทธิ์ของ "แฮมเบอร์เกอร์เน่า" ของสหรัฐ ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจปั่นป่วนไปทั่วทั้งระบบ โดยเฉพาะภาคธุรกิจบางกลุ่มที่เริ่มมีอาการเจ็บออดๆ แอดๆ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมบางแห่งอ่อนแอลงอย่างหนัก จนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ

ผู้ สันทัดกรณีในตลาดเงินต่างพากันวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับ ไอร์แลนด์ โดยระบุถึงสาเหตุของอาการข้างต้นว่า เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่เบ่งบานจนภาคเอกชนย่ามใจ ประกอบกับความทะเยอทะยานและหลงใหลในอำนาจทางเศรษฐกิจที่หอมหวานจนทำให้ "ความโลภ" เข้าครอบงำ และทำให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ในประเทศสบโอกาสขยายธุรกิจในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างชนิดที่เรียกว่า "ทุ่มสุดตัว" ก่อนที่จะพบกับความ "สิ้นเนื้อประดาตัว" ในภายหลัง

ในขณะนั้นราคาอสังหาริมทรัพย์ของไอร์แลนด์ปรับตัวลดลง 36% ส่งผลให้เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์แทบล้มทั้งยืน ขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 14% และหลายครอบครัวไม่สามารถใช้หนี้ที่มีอยู่ได้ต่อให้ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตก็ ตาม จนกระทั่งรัฐบาลไอร์แลนด์ตัดสินใจ "โอนหนี้เอกชนมาเป็นของรัฐบาล" ด้วยการนำงบประมาณกลางเข้าประคบประหงมภาคธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงินที่ ประสบภาวะวิกฤต และเหตุการณ์ในครั้งนั้นเองได้ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจของไอร์แลนด์ทั้งระบบดำ ดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งหายนะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

จากที่เคยเป็น "เสือนอนกิน" มายาวนานหลายสิบปี ในวันนี้เสียงคำรามแสดงความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของเสือไอริชค่อยๆ เบาลงจนแทบจะกลายเป็นเสียงร้องเหมียวๆ ของลูกแมวที่หิวโซ เมื่อดินแดนที่เคยได้รับการยกย่องว่าร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของยุโรป กลายเป็นประเทศที่ขาดดุลงบประมาณมากที่สุดไปโดยปริยาย

ไอเอ็มเอฟ - อียู...พระเอกขี่ม้าขาว วีรบุรุษผู้กอบกู้วิกฤตไอร์แลนด์
ใน ขณะที่เรี่ยวแรงของเสือไอริชเริ่มอ่อนล้า เสียงฝีเท้าของม้าที่ควบตะบันมาจากแดนไกลก็เริ่มส่งเสียงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไอเอ็มเอฟและอียู ต่างยินยอมพร้อมใจกันขี่ม้าขาวเข้าหาไอร์แลนด์ในมาด "พระเอก" เพื่อหยิบยื่นข้อเสนอให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เว้นเสียแต่ว่า ก่อนหน้านี้เจ้าเสือยังทะนงในศักดิ์ศรีด้วยเชื่อมั่นว่า ตนจะสามารถอุดช่องโหว่ของเงินที่รั่วไหลออกไปได้ โดยไม่ต้องอาศัยจมูกใครหายใจทั้งนั้น

แต่จนแล้วจนรอด เจ้าเสือที่ยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าจะไม่รับความช่วยเหลือในตอนแรก กลับต้องแหงนหน้ากลืนน้ำลายตัวเอง พร้อมกับทิ้งลวดลายและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอออกไปเพื่อขอรับความช่วยเหลืออย่าง เป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า อียูและไอเอ็มเอฟจะใช้เงินอัดฉีดสูงถึง 8-9 หมื่นล้านยูโร เพื่อพยุงภาคธุรกิจธนาคารที่กำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

ไบรอัน โคเวน นายกรัฐมนตรีของไอร์แลนด์ยอมรับว่า รัฐบาลได้ร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินไปยังอียู ขณะที่นายเบรน เลนิฮาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไอร์แลนด์แถลงว่า ไอร์แลนด์จะยอมรับความช่วยเหลือทางการเงินจากอียูและไอเอ็มเอฟ เนื่องจากปัญหาในภาคธนาคารของไอร์แลนด์ใหญ่เกินกว่าที่ไอร์แลนด์จะรับมือได้ เพียงลำพัง และประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาลต้องการทำให้แน่ใจว่า ภาคการเงินของไอร์แลนด์จะไม่ล่มสลายอย่างที่ใครต่อใครพากันวิตกกังวล

ด้าน โดมินิก สเตราส์ คาห์น ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ออกโรงเตือนว่า ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปยังเดินมาไม่ถึงจุดสิ้นสุด ตราบใดที่ยุโรปยังคงแขวนเศรษฐกิจของประเทศไว้กับการเติบโตของภาคธนาคารและ การเงิน ซึ่งหลักฐานประกอบคำพูดนี้ได้ปรากฏให้เห็นในรูปของวิกฤตหนี้ที่เกิดกับกรีซ และไอร์แลนด์ ซึ่งนำพาให้ทั้งสองดินแดนพบกับจุดจบทางการเงินในสภาพเดียวกัน

ก้าวต่อไป...ของไอร์แลนด์
ใน ขณะที่มรสุมการเงินในไอร์แลนด์กำลังสั่นคลอนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของนายไบร อัน โคเวนอยู่นั้น ขุนคลังของไอร์แลนด์ได้ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อลดนี้สินเป็นวงเงิน 1.5 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 6.15 แสนล้านบาท) ในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งก็มีทีท่าว่า อียูและไอเอ็มเอฟจะแสดงท่าทีพอใจ และไม่ถือวิสาสะแก้ไขรายละเอียดในมาตรการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม โคเวน ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าชายในนิทานอีสป ผู้ปกครองอาณาจักรไอร์แลนด์ส่งสัญญาณว่า ตนอาจสละบัลลังก์บริหารประเทศ ด้วยการยุบสภา หลังจากที่งบประมาณการใช้จ่ายในมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล ผ่านการพิจารณาอนุมัติสำหรับบังคับใช้ในปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจะมอบอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจว่า ใครคือผู้ที่คู่ควรจะได้เข้ามาสืบทอดบัลลังก์ในช่วงที่ไอร์แลนด์ต้องเผชิญ กับความท้าทายในการลดยอดขาดดุลงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาคการเงิน-การธนาคารตามแผนยุทธศาสตร์ด้านงบประมาณระยะ 4 ปีต่อไป

สำหรับเงินทุนอัดฉีดที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือไอร์แลนด์ในครั้ง นี้คาดว่า จะมาจากกองทุนกลไกสร้างเสถียรภาพการเงินของยุโรป (EFSM) และเงินช่วยเหลือจากสำนักงานกำกับเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งโดยกลุ่มยูโรโซนและไอเอ็มเอฟ เพื่อป้องกันมิให้วิกฤตหนี้สาธารณะลุกลามไปทั่วยุโรป ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความหวังว่า เงินทุนก้อนนี้จะช่วยชุบชีวิตใหม่ให้กับเจ้าเสือไอริช ที่เคยเริงร่ากับเศรษฐกิจที่เบ่งบาน ก่อนที่จะหมดแรงท่ามกลางเศรษฐกิจที่โรยรา จากรากเหง้าของปัญหาทางการเงิน

สุด ท้ายนี้...นิทาน (จากเรื่องจริงของไอร์แลนด์) เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "โลภมาก...ลาภหาย" เพราะเมื่อเสือไอริชโลภมากเกินไป ความเสียหายใหญ่หลวงในไอร์แลนด์จึงเกิดขึ้นตามมา ขณะที่ทั่วโลกยังเฝ้าดูอย่างไม่กระพริบตาว่าเจ้าเสือเศรษฐกิจตัวนี้จะลุก ขึ้นมาส่งเสียงคำรามอย่างน่าเกรงขามได้อีกหรือไม่



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

เงินมาจากไหน

ณ โรงบาลบ้าแห่งหนึ่ง a กับ bนั่งคุยกัน อยู่ๆ a ก็ถาม b ขึ้นมาว่า

a :เงินมาจากไหนวะ
b: อ๋อ สมัยก่อนเขามีสินค้าอะไรก็เอามาแลกกัน ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นใช้ทองเป็นตัวกลางในการแลกสินค้ากันแทน
a: เฮ้ย กรูถามว่าเงินมาจากไหน
b: เออ รู้แล้ว กรูกำลังจะเล่าต่อ แบบว่าต่อมามันแลกกันยาก ไม่รู้จะทอนกันยังไง
a: อ้าวแล้วทำไงวะ
b: ทีนี้ต่อมาใครมีทองก็เอาไปฝากไว้กับร้านทอง แล้วจะได้ตั๋วที่ออกโดยร้านทอง บอกว่าคุณมีทองเท่านี้จิงๆ ทีนี้เวลาคุณซื้อของก็ใช้ตั๋วตัวนี้แลกกัน ทอนกันเอา คุณอยากได้ทองเมื่อไหร่ก็ไปแลกคืนเป็นทองได้
a: ทำไมเดี๋ยวนี้กรูไม่เห็นมี
b: ร้านทองสมัยก่อน มันก็เหมือนธนาคารตอนนี้นี่แหละ ตังค์ที่คุณใช้อยู่ จะพิมพ์ได้มันต้องมีทองค้ำ หรือสมัยนี้ก็คือทุนสำรองระหว่างประเทศมาค้ำไว้
a: แล้วมันมีมั้ยถ้ากรูจะพิมพ์แบ้งค์โดยไม่มีห่าอะไรค้ำเลย
b: ก็ได้ แต่ประเทศที่ค้าขายกับคุณ มันจะไม่มีความเชื่อมั่นในเงินของคุณ เอาไปซื้ออะไรเขาก็ไม่รับ หรือที่เรียกว่าเงินอ่อนค่า เหมือนตอนปี 40 ทุนสำรองระหว่างประเทศเราไม่มีเงินเราอ่อน ดอลล่าร์ละ52บาท เราต้องกู้ IMF เพื่อมาค้ำ! เงินในระบบ
a: แล้วมันไม่มีที่พิมพ์แบ้งค์ แล้วมันไม่อ่อนค่าหรอวะ
b: ก็มี อเมริกาไง
a: ทำไมมันทำได้วะสาด
b: ตอนแรกมันก็ใช้ทองคำค้ำเหมือนกัน แต่ดอลล่าร์ คนมันต้องการมาก เพราะเป็นเงินที่มีความน่าเชื่อถือสุดในการซื้อขายกันระหว่างประเทศ ต้องการจน ทองที่จะเอามาค้ำไม่พอ มันเลยพิมพ์ได้แบบไม่อั้น ให้เพียงพอต่อความต้องการ พิมพ์เท่าไหร่เงินก็ไม่เฟ้อ
a: แล้วมันพิมพ์ออกมาเยอะๆ ไปไหนหมดวะ
b: ก็พิมพ์โดยรัฐ ผ่านธนาคาร ให้คนกู้ง่ายๆ แล้วมาซื้อของจากจีน จากญี่ปุ่น จากทุกที่ในโลก พูดง่าย เกือบทุกประเทศ ได้ดุลอเมริกามันหมดแหละ หรือที่เรียกว่าเกินดุลการค้านั้นแหละ พอได้มา ก็เก็บไว้ในรูปทุนสำรองระหว่างประเทศ สรุป คนอเมริกาสบาย ทุกประเทศก็รวยขึ้นสบายแฮร์
a: ฟังดูง่ายดีวะ รวยกันถ้วนหน้า แต่กรูไม่เข้าใจวะ คุณอธิบายง่ายๆดิ
b: เออ สาด เอางี้ เวลาคุณเล่นไพ่ คุณอยากจะเล่นกับพวกจนๆ หรือว่าลูกเศรษฐีมือเติบวะ
a: ลูกเศรษฐีดิวะ หลอกง่ายดี
b: เออ เริ่มฉลาดแล้วคุณ เหมือนกัน ทุกประเทศ อยากค้าขายกลับอเมริกา ได้เงินดอลมันมาก็เก็บไว้ เกินดุลไปเรื่อยๆ
a: ห่า คุณพูดเกี่ยวกับวงไพ่ดิ เข้าใจง่ายดี
b: เออ คุณนั่งเล่นไพ่ ไอ้ลูกเสรษฐี มันเสีย แต่ก็ไม่เป็นไร ให้ติดได้ ติดเท่าไหร่ก็ได้เพราะคิดว่ามันรวย มันเลยติดรอบวง ทุกคนดีใจเล่นง่ายวะ รวย...... เงินล้นวง ได้เงินหนี้กันเป็นแถบ ก็เหมือนกัน ทั่วโลก สำรองดอลลาร์เพื่อพิมพ์แบ้งค์ ก็พิมพ์ออกมาเป็นเงินตัวเองบางส่วน(คุณพิมพ์เปนเงินตัวเองเท่าไหร ก็ต้องทำลายดอลลาร์เท่านั้น) แล้วก็เก็บที่เหลือเอาไว้ในรูปดอลลาร์ หรือไม่ก็ซื้อพวกตราสาร หรือพันธบัตรที่ออกโดยอเมริกาเพื่อกินดอกเบี้ย แล้วให้อเมริกาเอาเงินไปหมุนมาซื้อของใหม่ คิดว่าดี
a: แล้วมันไม่ดียังไง
b: ก็เมื่ออเมริกามันเกิดวิกฤติซับพรามขึ้นมา เลยต้องช่วยมัน เพราะสำรองเงินดอลลาร์เอาไว้เยอะ เพราะมันจะล้มไม่ได้ ล้มแล้วซวยกันหมด
a: เอาง่ายๆดิ เกี่ยวกับวงไพ่
b: เทียบก็คือใกล้เช้าแล้ว ลูกเศรษฐี ติดหนี้ทั้งวง ท่าทางจะไม่จ่าย ทุกคนในวงก็ตกใจ อ้าวถ้าคุณไม่จ่าย ที่กรูรวยก็ภาพลวงตาดิวะ จิงๆมันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะเงินมันไม่ได้มีกันตั้งแต่แรก เมื่อฟองสบู่แตก เงินดอลลาร์จะอ่อนค่า ประเทศที่ถือเงินดอลลาร์เอาไว้มากๆ ถึงคราวซวยไปกับมันด้วย ก็เลยช่วยกันประคบประงมมันใหญ่ กลัวมันล้ม
a: แสดงว่าถึงมันจะล้มหรือไม่! ล้ม เงินดอลก็ต้องอ่อน เพราะจะเริ่มไม่มีคนอยากได้
b: ถูกต้อง อาจจะไม่ทันที แต่ว่าแต่ละประเทศจะเริ่มกำทุนสำรองเป็นยูโร ทอง หรือแม้แต่เงิยหยวนมากขึ้น ยังไงดอลลาร์ก็ต้องอ่อน
a: เออ เข้าใจแล้ว แล้วไอ้ซับพรามมันคือไรวะ
b: เดี๋ยวคราวหลังกรูเล่าให้ฟัง กรูต้องไปกินยาก่อนแล้ว
a: กรูถามจิงๆ ทำไมคุณถึงต้องมาอยู่โรงบาลบ้าวะ ท่าทางคุณก็เต็มดี
b: ก็เพราะกรูเล่าเรื่องนี้ให้เมียกรูฟัง เมียกรูหาว่าบ้า เล่าให้ใครฟังเขาก็ว่ากรูบ้า กรูเลยได้มาอยู่นี่ไง
a: เออ บ้าจิงๆวะ??

------------------------------------------------------------------------------------------------------------